ปี Chuping ที่ 2 (ปีค.ศ. 191) 12 กุมภาพันธ์ 191 ถึง 31 มกราคม 192
ในเดือนแรกของฤดูใบไม้ผลิ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ทางราชสำนักได้ประกาศนิรโทษกรรมเหล่าผู้นำของด่านทางตะวันออกได้ประชุมกัน โดยทั้งหมดสังเกตว่าฮ่องเต้นั้นยังทรงพระเยาว์และอ่อนแอ หนำซ้ำยังอยู่ภายใต้การควบคุมของตั๋งโต๊ะ และถูกตัดขาดจากโลกภายนอก พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่า ฮ่องเต้ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่ เล่าง้อผู้ปกครองมณฑลอิวจิ๋ว เป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีความสามารถและได้รับการยกย่องจากคนทั่วไป (เล่าง้อเป็นทายาทของอ๋องแห่งตงไห่ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก ฮ่องเต้กวงอู่ตี้) ดังนั้นจึงสมควรที่จะแต่งตั้งให้เล่าง้อเป็นฮ่องเต้
โจโฉพูดว่า "เมื่อเราตั้งกองทัพธรรมขึ้น ประชาชนทั้งหมดได้สนับสนุนเรา เพราะว่าเราต้องการสนับสนุนฮ่องเต้ ล้มล้างขุนนางชั่วที่ครอบงำราชสำนัก เวลานี้เรามีฮ่องเต้ที่ทรงพระเยาว์ โง่เขลาและอ่อนแอ และยังอยู่ภายใต้การควบคุมของขุนนางที่ชั่วร้าย แต่ไม่ใช่ความผิดขององค์ฮ่องเต้ที่สูญเสียอำนาจในการปกครอง ถ้าเราทำการเปลี่ยนแปลง ใครในแผ่นดินนี้จะสามารถอยู่อย่างเป็นสุข พวกท่านอาจจะมองขึ้นเหนือ(เล่าง้อ) แต่ข้านั้นมองไปทางทิศตะวันตก(ฮ่องเต้)"
ฮันฮกและอ้วนเสี้ยวเขียนจดหมายถึงอ้วนสุดว่า "ฮ่องเต้นั้นไม่ใช่ทายาทที่แท้จริงของ Xiao Ling พวกเราต้องกระทำการเหมือนกับ Marquis Jiang และ Guan ในอดีต ที่ลงโทษและขับไล่ฮ่องเต้ที่เป็นหุ่นเชิด และแต่งตั้ง อ๋อง Dai ขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน พวกเราวางแผนที่จะแต่งตั้งแม่ทัพ เล่าง้อขึ้นเป็นฮ่องเต้"
ในทางลับ ๆ อ้วนสุดต้องการราชบัลลังค์มาเป็นของตัวเอง แต่เขารู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ถ้ามีฮ่องเต้ที่เข้มแข็ง ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นด้วยและต่อต้านความเห็นนี้
อ้วนเสี้ยวส่งจดหมายถึงอ้วนสุดอีกครั้งว่า "เวลานี้ ทิศตะวันตกนั้นมีฮ่องเต้ที่ทรงเยาว์วัย ที่ทรงเป็นฮ่องเต้แต่เพียงในนามเท่านั้น ไม่ได้มีสายเลือดเป็นคนในราชวงศ์อย่างแท้จริงไม่ และเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ของเขา ล้วนแต่เป็นลูกน้องของตั๋งโต๊ะทั้งสิ้น เราจะสามารถเชื่อใจเขาได้อย่างไร"
"เราต้องส่งกองทัพไปประจำเส้นทางเดินทัพและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ แล้วพวกเขาก็จะเหมือนลูกไก่ในกำมือเราและถูกฆ่าในที่สุด ถ้ามีฮ่องเต้ที่ปรีชาสามารถถูกแต่งตั้งขึ้นในตะวันออก เมื่อนั้นเราจะคาดหวังสันติสุขในแผ่นดิน ทำไมท่านถึงยังมีข้อกังขาอยู่อีก ยิ่งกว่านั้น ขุนนางของท่านเองก็ถูกประหาร ทำไม ท่านไม่ทำเหมือน Wu Zixu ท่านยังยอมรับฮ่องเต้เช่นนี้ได้อย่างไร"
อ้วนสุดตอบว่า "ฮ่องเต้นั้นเฉลียวฉลาดและเก่งกาจ เหมือนอย่างเช่นอ๋องเจิ้งแห่งราชวงศ์โจว โจรชั่วตั๋งโต๊ะอาศัยความวุ่นวายชั่วขณะ บังคับเหล่าขุนนางให้เชื่อฟังตัวเอง เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งยากของราชสำนักฮั่น ท่านบอกว่า ฮ่องเต้ไม่ใช่สายเลือดของฮ่องเต้คนก่อน เป็นการใส่ร้ายป้ายสีพระองค์ ท่านบอกว่า ขุนนางของเขาโดนประหาร และข้ายอมรับฮ่องเต้เช่นนี้ได้อย่างไร แต่ขุนนางของข้าถูกตั๋งโต๊ะประหาร ไม่ใช่การกระทำของฮ่องเต้"
"ข้านั้นมีความจริงใจเป็นที่สุดที่จะต้องการเห็นความพินาศของตั๋งโต๊ะ ความคิดเห็นอื่น ๆ นั้นข้าไม่สนใจ"
ฮันฮกและอ้วนเสี้ยวได้ส่ง เตียวกี๋เจ้าเมืองคนก่อนของ Lelang พร้อมกับตราตั้งแต่งตั้งให้ เล่าง้อขึ้นเป็นฮ่องเต้ เมื่อเล่าง้อเห็นเตียวกี๋และผู้ติดตามของเขา เล่าง้อตำหนิพวกเขาอย่างรุนแรงว่า "ราชสำนักกำลังวุ่นวาย ฮ่องเต้ถูกบังคับให้ย้ายวังหลวง ตัวข้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงจากราชวงศ์ฮั่น แต่ข้ากลับไม่สามารถกอบกู้ความเสื่อมเสียของราชสำนักได้ พวกท่านนั้นมีเมืองและกองทัพในปกครอง ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะนำกองทัพเข้ากอบกู้ราชสำนัก แต่พวกท่านกลับคิดก่อการกบฏต่อราชสำนัก และยังคิดจะนำข้าไปเข้าร่วมแผนการอันชั่วร้ายของพวกท่าน" เล่าง้อปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาอย่างหนักแน่น
หลังจากนั้นฮันฮกและขุนนางคนอื่นได้ขอร้องให้ เล่าง้อควบคุมอำนาจของราชเลขาธิการ ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งตำแหน่งขุนนางและมอบพื้นที่ให้ปกครอง แต่เล่าง้อไม่ยินยอมและย้ายตัวเองไปอยู่กับเผ่า ซงหนู เพื่อตัดขาดตัวเองจากข้อเสนอต่าง ๆ ในที่สุดอ้วนเสี้ยวและเหล่าขุนนางต่าง ๆ จึงเลิกล้มความคิดนี้
ในเดือนที่สอง วันที่ 25 มีนาคม ตั๋งโต๊ะถูกแต่งตั้งให้เป็น Grand Master ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าอ๋อง
ซุนเกี๋ยนย้ายกองทัพของเข้าไปทางตะวันออกของเลียงจิ๋วแต่เขาพ่ายแพ้จากการโจมตีของ ซีเหล แม่ทัพของตั๋งโต๊ะ ซุนเกี๋ยนรวบรวมทัพที่แตกพ่ายขึ้นมาใหม่และเคลื่อนทัพไป Yangren
ตั๋งโต๊ะส่งโฮจิ้นเจ้าเมืองตองกุ๋นพร้อมทหารม้าห้าพันนายและทหารจำนวนมากเข้าโจมตีซุนเกี๋ยน ลิโป้ก็อยู่ในกองทัพนั้นด้วย โฮจิ้นและลิโป้เกิดทะเลาะกันขึ้น เมื่อซุนเกี๋ยนยกทัพมาตี ทัพซุนเกี๋ยนมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดและสามารถตัดหัวฮัวหยง แม่ทัพของพวกเขาด้วย
ขุนนางของอ้วนสุดจึงบอกกับอ้วนสุดว่า "ถ้าซุนเกี๋ยนสามารถยึดครองเมืองลกเอี๋ยงได้ ท่านคงไม่สามารถควบคุมซุนเกี๋ยนได้ มันเหมือนกับการฆ่าสุนัขป่า(ตั๋งโต๊ะ)แต่ได้เสือ(ซุนเกี๋ยน)มาแทน" อ้วนสุดเห็นด้วย เขาจึงไม่ส่งเสบียงอาหารให้แก่ทัพของซุนเกี๋ยน ทำให้ซุนเกี๋ยนต้องควบม้าอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืนเพื่อมาพบอ้วนสุดด้วยตัวเอง คุกเข่าต่อหน้าแสดงความจริงใจแล้วกล่าวว่า "เหตุผลที่ข้ามารับใช้ท่านเพื่อกำจัดศัตรูแผ่นดิน เพื่อเกียรติยศของสกุลอ้วนของท่าน ข้าไม่มีความทะเยอทะยานของตัวเอง และไม่มีอคติส่วนตัวต่อตั๋งโต๊ะ ท่านควรจะพิจารณาการใส่ร้ายป้ายสีให้ดี ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ท่านจะระแวงสงสัยในตัวข้า" อ้วนสุดประทับใจคำพูดของเขามาก เขาจึงส่งเสบียงอาหารให้กองทัพซุนเกี๋ยนในทันที
ซุนเกี๋ยนกลับถึงค่าย ตั๋งโต๊ะส่งลิฉุย ขุนนางของเขาเข้าพบซุนเกี๋ยน ยื่นข้อเสนอสงบศึกเป็นพันธมิตรต่อกัน เขาบอกให้ซุนเกี๋ยนเสนอชื่อคนในครอบครัว แล้วตั๋งโต๊ะสัญญาจะแต่งตั้งคนที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการหรือเจ้าเมือง ซุนเกี๋ยนตอบว่า "ตั๋งโต๊ะนั้นต่อต้านมติสวรรค์และเป็นปรปักษ์กับกฏหมายบ้านเมือง จนกว่าจะสังหารตั๋งโต๊ะและลูกน้อง และนำหัวตั๋งโต๊ะแสดงให้ทั่วทังแผ่นดินได้เห็น ข้าคงไม่อาจตายตาหลับได้ แล้วข้าจะเป็นพันธมิตรกลับตั๋งโต๊ะได้อย่างไร"
ซุนเกี๋ยนเคลื่อนทัพไป Dagu ซึ่งห่างจากเมืองลกเอี๋ยงเก้าสิบลี้ ตั๋งโต๊ะนำทัพด้วยตัวเองเข้าต่อสู้ท่ามกลางสุสานหลวง ทัพของตั๋งโต๊ะพ่ายแพ้และหลบหนีไป ตั๋งโต๊ะถอยทัพไปอยู่ที่ Mianchi และรวบรวมกำลังที่ Shan
ซุนเกี๋ยนเดินทัพเข้าสู่ลกเอี๋ยงและโจมตีลิโป้ ซุนเกี๋ยนเอาชนะลิโป้และทำให้ลิโป้ต้องหลบหนีไป
หลังจากนั้น ซุนเกี๋ยนซ่อมแซมวังหลวงด้วยความเสียสละอย่างมาก เขาพบตราหยกแผ่นดินซ่อนอยู่ในโรงเผาเครื่องปั้นดินเผาทางตอนใต้ของเมืองหลวง
ซุนเกี๋ยนส่งกองทัพส่วนหนึ่งไป Xin'an และ Mianchi เพื่อขู่ขวัญกองทัพแนวป้องกันของตั๋งโต๊ะ
ตั๋งโต๊ะพูดกับเล่าอ้ายขุนนางของเขาว่า "เหล่ากองทัพของพวกพันธมิตรตะวันออกนั้นพ่ายแพ้อยู่เสมอ พวกเขาล้วนแต่เกรงกลัวข้าและไม่กล้าทำอะไร แต่เจ้าโง่ซุนเกี๋ยนนั้นมีความสามารถนัก เจ้าต้องสั่งลูกน้องให้ระวังซุนเกี๋ยนให้ดี"
"หลายปีก่อน ข้าถูกส่งไปตะวันตกพร้อมกับจิวซิม เพื่อโจมตีเปียนเตียวและหันซุยในจินเจิ้ง ข้าแนะนำว่า ข้าควรที่จะใช้ทัพข้าเป็นทัพหลังให้จิวซิน แต่เตียวบุนไม่เห็นด้วย ไม่นานต่อมาเตียวบุนส่งข้าไปโจมตีกบฏ เสียนเหลียนเกี๋ยงข้ารู้ว่าเราไม่มีทางชนะ แต่ข้าไม่สามารถเลี่ยงหน้าที่ได้ จึงต้องเดินทัพตามคำสั่ง"
"ข้าแบ่งทัพตัวเองออกจากทัพหลักพร้อมกับแม่ทัพเล่าเจ้งนำทหารม้าสี่พันพร้อมพลเดินเท้า ไปตั้งค่ายที่ อันติ้ง เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของกองทัพให้ศัตรูได้เห็น เผ่าเกี๋ยงพยายามที่จะตัดทางเดินทัพระหว่างทัพข้ากับทัพหลัก แต่ข้าก็ตอบโต้โจมตีกลับด้วยการรบย่อย ๆ เหตุผลที่ข้าสามารถตั้งทัพขู่ขวัญข้าศึกโดยเผ่าเกี๋ยงไม่เข้าโจมตีเพราะว่าศัตรูเกรงกลัวทหารที่ตั้งค่ายอยู่ที่อันติ้ง ข้าศึกคิดว่าคงจะมีทหารหลายหมื่นที่นั่น แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วที่ค่ายนั้นมีแค่ทัพของแม่ทัพ เล่าเจ้ง"
"ในเวลาเดียวกัน ซุนเกี๋ยนกับจิวซิน ได้รับมอบหมายทหารหมื่นคนเดินหน้าสู่กิมเสีย ซุนเกี๋ยนแยกจากทัพของจิวซินนำทหารสองพันคนทำหน้าที่เป็นกองหน้า ให้ทัพจิวซินเป็นทัพหลัง เปียนเตียวและหันซุยต่างก็เกรงกลัวทัพใหญ่ของจิวซินไม่กล้าที่จะต่อสู้กับทัพซุนเกี๋ยน แต่ทัพซุนเกี๋ยนนั้นแข็งแกร่งพอที่จะตัดเส้นทางขนเสบียงอาหารของศัตรูได้"
"ถ้าแม่ทัพใหญ่เชื่อคำแนะนำของข้า มณฑลเลียงจิ๋วจะถูกยึดโดยง่าย แต่เตียวบุนไม่ทำตามคำแนะนำของข้า ดังนั้นจิวซินไม่สามารถใช้ทัพซุนเกี๋ยน ในที่สุดพวกเขาก็พ่ายแพ้กลับมา"
"ดังนั้นเมื่อซุนเกี๋ยนได้รับได้รับตำแหน่งแม่ทัพรอง ซุนเกี๋ยนเห็นยุทธวิธีที่ข้าใช้ และตัวซุนเกี๋ยนเองก็มีความสามารถอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามในเวลานี้ เขาทำตัวไม่มีเหตุผลเลยที่ไปเข้าร่วมกับพวกตระกูลอ้วน ในไม่ช้าเขาจะต้องตาย"
ตั๋งโต๊ะจึงส่งแม่ทัพตั๋งอวดมาตั้งทัพที่ Mianchi แม่ทัพตวยอุยตั้งทัพที่ Huayin และแม่ทัพงิวฮูซึ่งเป็นลูกเขยของตั๋งโต๊ะตั้งทัพที่ Anyi แม่ทัพอื่น ๆ ของตั๋งโต๊ะกระจายกำลังกันตามพื้นที่เพื่อป้องกันการโจมตีจากฝั่งภูเขาตะวันออก
ตั๋งโต๊ะนำทัพของเขาไปที่เมืองเตียงอั๋น
หลังจากบูรณะสุสานหลวง ซุนเกี๋ยนนำกองทัพของเขากลับเมือง Luyang
ฤดูร้อนเดือนที่สี่ ตั๋งโต๊ะมาถึงเตียงอั๋น เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่าง ๆ พากันออกมาต้อนรับตั๋งโต๊ะ เหล่าขุนนางพากันโค้งคำนับก่อนที่รถของตั๋งโต๊ะจะมาถึง ตั๋งโต๊ะตบมือพลางถามฮองฮูสงว่า "ท่านกลัวหรือไม่"
ฮองฮูสงตอบว่า "ถ้านายท่านใช้คุณธรรมในการปกครอง เวลานี้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่น่ายินดี ตัวข้าจะเกรงกลัวไปทำไม แต่ถ้าท่านปกครองอย่างโหดร้าย ใช้อารมณ์ลงโทษคนตามอำเภอใจ ถ้าเช่นนั้น คนที่เกรงกลัวหาใช่ข้าคนเดียวไม่"
เหล่าผู้สนับสนุนตั๋งโต๊ะต่างปรารถนาที่จะยกย่องเขาให้เป็นเจ้าพระยา(ก๋ง)และให้เขาได้รับตำแหน่ง Honoured Uncle ตั๋งโต๊ะถามซัวหยงว่าเขาคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้
ซัวหยงตอบว่า "นายท่าน ในความเห็นอันต่ำต้อยของข้า ท่านเปี่ยมด้วยคุณธรรมยิ่งนัก อย่างไรก็ดี ยังเทียบไม่ได้กับตำแหน่งเจ้าพระยา และเป็นการดีที่จะปราบทัพพันธมิตรลงก่อน เชิญองค์ฮ่องเต้กลับคืนสู่เมืองหลวง เมื่อนั้นเราค่อยคิดถึงเรื่องนี้ ตั๋งโต๊ะเห็นด้วยและเลิกล้มความคิดนี้"
ตั๋งโต๊ะส่งขุนพล Liu Ao ไปจับเหล่าขุนนางและประชาชนที่ประพฤติตนไม่สมควร เช่นคนที่ไม่ทำตัวเป็นลูกกตัญญู บัณฑิตที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ขุนนางที่ไม่ซื่อสัตย์ หรือน้องที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งพี่ชาย คนที่ถูกจับล้วนถูกสังหารและริบทรัพย์สิน ผลจากการปฏิบัตินี้ ทำให้เกิดการกล่าวหาผิด ๆ มากมาย ประชาชนหลายพันคนถูกสังหารอย่างไร้เหตุผล ผู้คนต่างพากันโกรธแค้นและหวาดวิตก แทบไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่าชำเลืองมองเวลาเดินสวนผู้คน ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาทักทายกัน
ในเดือนที่หก มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น
ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด จงฝู่ออกจากตำแหน่ง Chunyu Jia แห่ง Jinan ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน แม่ทัพใหญ่เตียวเขียนถูกปลดจากตำแหน่ง ม้าหยิดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
ก่อนหน้านั้น โฮจิ๋นส่งเตียวเอี๋ยงแห่งหยุนจงกลับไปมณฑลเป๊งจิ๋ว เพื่อเกณฑ์ทหาร ไม่นานนักโฮจิ๋นก็ถึงแก่กรรม เตียวเอี๋ยงยังคงอยู่ที่ Shangdang พรอ้มกำลังพลหลายพันนาย เมื่ออ้วนเสี้ยวมาถึงโห้ลาย เตียวเอี๋ยงก็ไปรับใช้อ้วนเสี้ยว เขาตั้งค่ายอยู่กับ Shanyu Yufuluo ใกล้กับแม่น้ำเตียง
ฮันฮกอิจฉาที่เหล่าแม่ทัพขุนนางมากมายพากันไปรับใช้อ้วนเสี้ยว จึงตัดเสบียงอาหาร หวังว่ากองทัพของอ้วนเสี้ยวจะแตกแยกในที่สุด แต่ในไม่นานจ๊กยี่ลูกน้องของฮันฮกก็ก่อการกบฏ ฮันฮกต่อสู้กับเขาแต่พ่ายแพ้ และอ้วนเสี้ยวก็ตกลงเป็นพันธมิตรกับจ๊กยี่
ห้องกีลูกน้องของอ้วนเสี้ยวพูดกับอ้วนเสี้ยวว่า "ตัวท่านเองมีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง แต่ท่านกลับต้องพึ่งพาเงินทุนและเสบียงอาหารจากผู้อื่น ถ้าท่านยังไม่มีมณฑลของตัวเอง ท่านก็จะต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่เรื่อยไป"
อ้วนเสี้ยวจึงว่า "มณฑลกิจิ๋วมีกองทัพที่กล้าแข็ง ส่วนกองทัพของข้านั้นหิวโหยและเหนื่อยล้า ถ้าเราพ่ายแพ้ เราจะไม่เหลือสิ่งใดเลย"
ห้องกีแย้งว่า "ฮันฮกนั้นเป็นเจ้าเมืองที่ไร้ความสามารถ ถ้าเราตกลงกับกองซุนจ้านอย่างลับ ๆ แบ่งมณฑล กิจิ๋วกับเขา ฮันฮกต้องประหลาดใจและตื่นตระหนก เมื่อนั้นท่านก็ส่งคนไปเจรจากับฮันฮก ภายใต้ความกดดัน ฮันฮกย่อมสับสนและยอมอ่อนข้อให้แก่ท่าน"
อ้วนเสี้ยวเห็นด้วย เขาเขียนสารลับถึงกองซุนจ้าน กองซุนจ้านเห็นดีด้วย เขามาถึงพร้อมทัพของเขา ทำทีท่าว่าจะไปโจมตีตั๋งโต๊ะ แต่วกเข้าโจมตีฮันฮก ฮันฮกต่อสู้กับเขาแต่พ่ายแพ้
ในเวลานั้น ตั๋งโต๊ะได้เข้าเมืองเตียงอัน อ้วนเสี้ยวนำทัพของเขากลับมาที่กุนจิ๋ว เขาส่งโกกันแห่งตันหลิว หลานชายเขาและซินเป๋งแห่งเองชง เพื่อนของฮันฮก ซุนซินและกัวเต๋า และคนอื่น ๆ เพื่อเจรจากับฮันฮกว่า "กองซุนจ้านมาโจมตีพร้อมด้วยกองทัพจากกุนจิ๋วและ Dai ด้วยชัยชนะของเขา กองทัพเขาจะมุ่งหน้ามาเรื่อย ๆ หลาย ๆ หัวเมืองก็จะเข้าร่วมกับเขา ท่านไม่สามารถเอาชนะเขาได้แน่ อ้วนเสี้ยวเองก็ยกทัพเขามาจากตะวันออก เราไม่อาจรู้ได้ว่าเขายกทัพมาเพื่อประสงค์สิ่งใด ดูท่าท่านจะตกอยู่ในอันตราย"
ฮันฮกตกใจพูดว่า "ถ้าเช่นนั้น ข้าควรทำอย่างไร" ซุนซินตอบว่า "พิจารณาตัวท่านเอง เปรียบเทียบความใจกว้าง มีน้ำใจ เป็นผู้นำที่คนทั่วไปชื่นชม ท่านมีสิ่งใดเทียบได้กับอ้วนเสี้ยว" ฮันฮกตอบว่า "ข้าไม่สามารถเทียบกับอ้วนเสี้ยวได้เลย"
"การวางแผนในสถานการณ์เฉพาะหน้า ความฉลาดและการให้กำลังใจผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ท่านเทียบกับอ้วนเสี้ยวได้หรือไม่" ฮันฮกตอบว่า "ข้าไม่สามารถเทียบกับเขาได้"
"บรรพบุรุษของอ้วนเสี้ยวหลายชั่วรุ่นล้วนแต่เป็นคนดีมีคุณธรรม ได้ประกอบคุณงามความดีให้แก่ราชสำนัก สิ่งเหล่านี้ ท่านเทียบกับอ้วนเสี้ยวได้หรือไม่" ฮันฮกจึงว่า "ข้าไม่สามารถเทียบกับเขาได้"
ซุนซินจึงว่า "อ้วนเสี้ยวเป็นวีรบุรุษในยุคนี้ คุณสมบัติที่สำคัญทั้งสามข้อ ท่านก็ไม่อาจเทียบเขาได้ ท่านจะเลือกมีตำแหน่งเหนือกว่าเขาต่อไป แน่นอนเขาย่อมไม่พอใจที่จะเป็นข้ารับใช้ท่าน เวลานี้มณฑลกิจิ๋ว ถือว่ามีความสำคัญใหญ่หลวงต่อราชสำนัก ถ้าอ้วนเสี้ยวและกองซุนจ้านร่วมมือกันยึดเมือง ภัยพิบัติและหายนะย่อมตามมา"
"แต่อ้วนเสี้ยวนั้นรู้จักกับท่านมานานและเป็นพันธมิตรกับท่าน แผนที่เหมาะสมในเวลานี้คือการยกมณฑลกิจิ๋ว ให้กับเขา เขาย่อมสำนึกในบุญคุณท่าน กองซุนจ้านก็ไม่สามารถต่อกรกับเขาได้ ส่วนท่านก็จะได้รับชื่อเสียงว่าเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง ยอมยกเมืองให้กับคนที่มีความสามารถมากกว่า ฐานะก็ท่านก็จะมั่นคงเฉกเช่นภูเขาไท้ซาน ฮันฮกเกรงกลัวจึงเลือกที่จะทำตามแผนนี้"
เก๋งบูขุนนางผู้ใหญ่ของฮันฮก บินชุนองค์รักษ์ของเขาและเหล่าขุนนางในเมือง Li Li เมื่อรู้ข่าว พากันโต้แย้งบอกว่า "มณฑลกิจิ๋วนั้นมีทหารนับล้าน และมีเสบียงอาหารอยู่ได้เป็นสิบปี อ้วนเสี้ยวนั้นนำทัพไร้ที่พึ่งพิงและหิวโหย กองทัพของเขาพึ่งพาเสบียงอาหารจากเรา เหมือนดั่งเด็กทารกที่ยังต้องอาศัยนมมารดา ถ้าท่านตัดขาดเขา เด็กทารกนั้นก็หิวโหยและตายในที่สุด ทำไมท่านต้องยกมณฑลนี้ให้กับเขา"
ฮันฮกจึงว่า "ข้าเองก็เป็นขุนนางในสังกัดตระกูลอ้วนมาก่อน ความสามารถของข้าก็ไม่เทียบเท่าอ้วนเสี้ยว ข้าได้อาศัยคุณงามความดีของเขา ดังนั้นข้าจะยกเมืองให้เขา การยกเมืองให้กับผู้มีความสามารถมากกว่า เหล่าผู้คนในอดีตล้วนเห็นชอบกับสิ่งนี้ ทำไมเจ้าจึงเห็นเป็นสิ่งผิด"
ก่อนหน้านั้นเตียวฮกและเทียฮวนแม่ทัพของฮันฮก ได้นำพลธนูกว่าหมื่นนายตั้งค่ายอยู่ที่ด่านเบงก๋วน เมื่อพวกเขารู้เรื่องก็ยกทัพกลับอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้น อ้วนเสี้ยวอยู่ที่เฉงซุยในChaoge เตียวฮกและแม่ทัพคนอื่นตั้งทัพอยู่หลังอ้วนเสี้ยว มีเรือรบหลายร้อยลำและหลายหมื่นคน พวกเขาปลดอาวุธและตีกลองศึกเพื่อขอผ่านค่ายของอ้วนเสี้ยวในเวลาค่ำคืน อ้วนเสี้ยวรู้สึกรำคาญพวกเขามาก
เมื่อเตียวฮกและแม่ทัพคนอื่นมาถึง พวกเขาบอกกับฮันฮกว่า "ทัพอ้วนเสี้ยวนั้นไม่มีเสบียงอาหารเหลือแม้ข้าวซักเมล็ด เหล่าทหารอ้วนเสี้ยวเดือดร้อนจนต้องหนีทัพ เตียวเอี๋ยง และ Yufuluo นั้นเพียงเข้าร่วมกับเขา แต่ไม่ยอมรับฟังคำสั่งจากเขา อ้วนเสี้ยวไม่สามารถต่อสู้กับเราได้ พวกข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ที่ต่ำต้อยของท่าน พวกข้าขอเพียงคำอนุญาตจากท่านไปต่อสู้กับพวกเขาด้วยทัพที่พวกข้าควบคุมอยู่ ภายในสิบวัน กองทัพของอ้วนเสี้ยวต้องล่มสลาย นายท่าน ขอให้ท่านนอนพักได้อย่างสบายใจ ทำไมท่านต้องวิตกหรือตื่นตระหนก"
ฮันฮกไม่รับฟังคำแนะนำนั้น เขาออกจากจวนผู้ว่าการและไปอาศัยในบ้านของเตียวต๋งขุนนางราชสำนักเก่า และส่งบุตรชายของเขานำตราตั้งและพู่ประจำตำแหน่งไปมอบให้กับอ้วนเสี้ยว
เมื่ออ้วนเสี้ยวมาถึง ขุนนางสิบคนของฮันฮกต่างพากันตีจากฮันฮกและเข้าร่วมกับอ้วนเสี้ยว เก๋งบูและบินชุนถือดาบไปขวางหน้าพวกเขา แต่ไม่สามารถรั้งตัวพวกเขาไว้และถูกไล่ไป อ้วนเสี้ยวฆ่าทั้งสองในที่สุด
ดังนั้นอ้วนเสี้ยวจึงเป็นผู้ว่าการมณฑลกิจิ๋ว เขาแต่งตั้งฮันฮกเป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ แต่เป็นเพียงตำแหน่งลอย ๆ ที่ไม่มีอำนาจและลูกน้อง
อ้วนเสี้ยวแต่งตั้งชีสิวแห่งกองเป๋งเป็นแม่ทัพแห่งความมั่นคงมีหน้าที่บัญชาขุนนางทั้งหมด อ้วนเสี้ยวปฏิบัติต่อเขาอย่างดี สิมโพยแห่งวุยและเตียนห้องแห่งกิลกกุ๋น นั้นต่างล้มเหลวภายใต้การรับใช้ฮันฮก เพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขา อ้วนเสี้ยวแต่งตั้งเตียนห้องเป็นองค์รักษ์ของเขาและสิมโพยเป็นขุนนางในสังกัดของเขา เขาฮิวและห้องกีแห่ง ลำหยง พร้อมด้วยซุนซินแห่งเองชงถูกแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษา
อ้วนเสี้ยวแต่งตั้งจูฮั่นแห่งโห้ลาย เป็นขุนนางที่เข้าร่วมประชุมในราชสำนัก ในอดีตจูฮั่น ถูกปฏิบัติอย่างไม่ดีนักจากฮันฮก จูฮํ่นจึงคาดการณ์ความคิดของอ้วนเสี้ยว โดยไม่มีคำสั่งจูฮั่นนำทหารเข้าล้อมบ้านของฮันฮก ฮันฮกกลัวมากหนีขึ้นไปยังชั้นบน จูฮั่นจับตัวบุตรชายของเขา ทุบตีและหักขาทั้งสองข้าง อ้วนเสี้ยวจับตัวจูฮั่นและสังหารเขาในทันที แต่ฮันฮกก็ยังโกรธแค้นและหวาดกลัว เขาขออนุญาตอ้วนเสี้ยวออกจากเมืองและไปอาศัยอยู่กับเตียวเมา
ไม่นานต่อมา อ้วนเสี้ยวก็ส่งคนนำสารไปหาเตียวเมา เพื่อหารือแผนการณ์กับเขา และพลนำสารได้กระซิบบางสิ่งแก่เตียวเมา ในขณะที่ฮันฮกอยู่ที่นั่นด้วย ฮันฮกเชื่อว่าพวกเขาวางแผนจะเล่นงานเขา ไม่กี่วันต่อมาหลังจากตื่นนอน เขาไปยังห้องน้ำและฆ่าตัวตายด้วยมีดสั้น
เปาสิ้นบอกกับโจโฉว่า "อ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำของเหล่าทัพพันธมิตร แต่เขากลับใช้อำนาจเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว เขาจะต้องก่อกบฏและกลายเป็นตั๋งโต๊ะคนต่อไป ตัวท่านยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะห้ามปรามเขา และต้องตกอยู่ในอันตรายหากท่านคิดจะห้ามเขา สิ่งที่ท่านควรทำคือการสร้างฐานอำนาจแถบแม่น้ำแยงซีและรอดูเหตุการณ์" โจโฉเห็นด้วยว่าเป็นข้อเสนอที่วิเศษ
ไม่นานเหล่าโจรแห่งภูเขาดำ Poison Yu Bo Rao และSui Gu ได้นำลูกน้องกว่าแสนคนออกปล้นสะดมในแถบหัวเมือง Dong และอองกงไม่สามารถปราบพวกเขาได้ โจโฉจึงนำทัพเข้าสู่ Dong ปราบ Bo Rao ที่ปักเอี้ยง อ้วนเสี้ยวจึงเสนอแต่งตั้งเขาเป็นเจ้าเมือง Dong โจโฉตั้งที่มั่นของเขาที่ Dongwuyang
Yufuluo บังคับเตียวเอี๋ยง ให้เข้าร่วมกับเขาต่อต้านอ้วนเสี้ยว พวกเขาตั้งทัพที่ลิหยง ตั๋งโต๊ะแต่งตั้ง เตียวเอี๋ยงเป็นแม่ทัพแห่งความชอบธรรมและเจ้าเมืองโห้ลาย
โหรหลวงตรวจดวงชะตาบ้านเมือง และได้ทำนายว่า ขุนนางใหญ่จะถูกฆ่าตาย ตั๋งโต๊ะจึงสร้างข้อกล่าวหาว่า แม่ทัพใหญ่ เตียวบุนนั้นติดต่อกับอ้วนสุด ในฤดูหนาว เดือนที่สิบ เตียวบุนถูกเฆี่ยนจนตายในตลาดเพื่อให้คำทำนายของโหรหลวงเป็นจริง
โจรผ้าเหลืองแห่งมณฑลเฉงจิ๋ว ออกปล้นเมือง Bohai ด้วยจำนวนกว่า สามแสนคน พวกเขาวางแผนเข้าร่วมกับโจรภูเขาดำ กองซุนจ้านนำทัพกว่าสองหมื่นเข้าต่อสู้เหล่าโจร ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันที่ตอนใต้ของ Dongguang กองซุนจ้านเอาชนะกองโจร สามารถตัดหัวพวกโจรได้กว่าสามหมื่นคน เหล่ากบฏพากันหลบหนีไปทางแม่น้ำแยงซี กองซุนจ้านนำทัพตามพวกเขาไปทันที่ระหว่างทาง พวกกบฏพ่ายแพ้ มีคนตายหลายหมื่นคน เลือดจากการรบเปลี่ยนแม่น้ำเป็นสีแดง กองซุนจ้านจับเชลยศึกได้กว่าเจ็ดหมื่นคน ชุดเกราะ เกวียนและสมบัตินับไม่ถ้วน ชื่อเสียงของกองซุนจ้านเป็นที่รู้จักไปทั่ว
เล่าโหบุตรของเล่าง้อ เป็นข้าหลวงในราชสำนัก ฮ่องเต้นั้นปรารถนาที่จะกลับคืนสู่เมืองหลวง จึงรับสั่งให้ เล่าโหลอบหนีไปที่ด่านงอก๋วนส่งสารให้กับเล่าง้อให้นำทัพมาช่วยเขา
เล่าโหมาถึงลำหยง แต่อ้วนสุดกักตัวเขาไว้ในฐานะแขกบังคับให้เล่าง้อเป็นพันธมิตรกับเขา อ้วนสุดไม่ปล่อยให้เล่าโหเดินทางต่อ แต่สัญญาว่าเมื่อกองทัพหนุนมาถึง พวกเขาจะเดินทางไปทิศตะวันตกต่อ และเขาบังคับให้เล่าโหเขียนจดหมายถึงเล่าง้อ
เมื่อเล่าง้อได้รับจดหมาย เขาส่งทหารม้าหลายพันนายมาสนับสนุนเล่าโห กองซุนจ้านรู้ว่า อ้วนสุดมีแผนคิดก่อกบฏจึงห้ามไม่ให้ส่งทหารไป แต่เล่าง้อไม่ฟังเขา ดังนั้น กองซุนจ้านจึงกลัวว่า เมื่ออ้วนสุดรู้เรื่องก็จะโกรธเขา เขาจึงส่งกองซุนอวด ลูกพี่ลูกน้องของเขานำทหารม้าพันคนเข้าร่วมกับอ้วนสุด และแอบแนะนำอ้วนสุดอย่างลับ ๆ ให้กักตัวเล่าโหต่อไปและควบคุมเหล่าทหารนั้นเอง ดังนั้นเล่าง้อและกองซุนจ้านจึงขุ่นแค้นต่อกัน
เล่าโหหลบหนีจากอ้วนเสี้ยวและเดินทางขึ้นเหนือและถูกจับตัวไว้โดยอ้วนเสี้ยว
ในเวลานั้น เหล่าแม่ทัพของทัพพันธมิตรได้พยายามยึดดินแดนของคนอื่นเพื่อขยายอำนาจของตัวเอง อ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดต่างไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน อ้วนสุดส่งซุนเกี๋ยนไปโจมตีตั๋งโต๊ะ แต่ก่อนที่ซุนเกี๋ยนจะกลับ อ้วนเสี้ยวแต่งตั้งจิวงั่งแห่งห้อยแขเป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว จิวงั่งโจมตีค่ายซุนเกี๋ยนที่หยางเจิ้งและยึดค่ายของเขา
ซุนเกี๋ยนถอนใจกล่าวว่า "เราก่อตั้งกองทัพผู้จงรักภักดีด้วยกันเพื่อกอบกู้ราชสำนัก เวลานี้เหล่ากบฏและโจรผู้ร้ายส่วนใหญ่ถูกปราบปราม แต่พวกเราเองต่างคนต่างทำตัวเหมือนโจรกบฏ แล้วข้าจะรับใช้ใครได้" ซุนเกี๋ยนนำทัพเขาเข้าต่อสู้จิวงั่ง ทำให้เขาต้องหลยหนีไป
อ้วนสุดส่งกองซุนอวดเข้าช่วยซุนเกี๋ยนโจมตีจิวงั่ง แต่กองซุนอวดพลาดท่าถูกลูกธนูตาย กองซุนจ้านโกรธมาก พูดว่า "ลูกพี่ลูกน้องข้าตาย โดยมีอ้วนเสี้ยวเป็นตัวการ" เขานำทัพของเขาไปตั้งค่ายที่แม่น้ำพวนโห้ เขาส่งบันทึกความผิดและความประพฤติมิชอบของอ้วนเสี้ยวไปที่ศาล และนำกองทัพเข้าโจมตีอ้วนเสี้ยว
หลายหัวเมืองของมณฑลกิจิ๋ว ก่อกบฏต่อต้านอ้วนเสี้ยวเพื่อสนับสนุนกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวกลัวมาก เขามีตราตั้งเจ้าเมือง Bohai เขาจึงส่งตราประจำตำแหน่งนั้นให้แก่กองซุนหอง ลูกพี่ลูกน้องอีกคนของกองซุนจ้าน ส่งเขาไปประจำการที่นั้น แต่กองซุนหองได้ต่อต้านอ้วนเสี้ยว นำทหารเมือง Bohai เข้าช่วยเหลือกองซุนจ้าน
กองซุนจ้านแต่งตั้งตำแหน่งตามอำเภอใจ ให้ขุนนางของเขายำก๋งเป็นผู้ตรวจการมณฑลกิจิ๋ว เต๊งไก๋เป็นผู้ตรวจการมณฑลเฉงจิ๋ว และซานเจ้งเป็นผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว เขายังเปลี่ยนแปลงผู้นำหลาย ๆ หัวเมือง
ก่อนหน้านั้น เล่าปี่แห่งเล่าซองฉุน เมืองตุ้นก้วนทายาทของจงซานซิ่งอ๋อง เมื่อเล่าปี่ยังเด็ก เขากำพร้าบิดาและยากจน เล่าปี่และมารดาหาเลี้ยงชีพโดยเร่ขายรองเท้า เล่าปี่นั้นสูงเจ็ดฟุตห้านิ้ว มือยาวถึงเข่า นัยน์ตาชำเลืองได้ถึงหู เล่าปี่เป็นคนมีความทะเยอทะยานสูงแต่สำรวมถ้อยคำ เมื่อครั้งยังเด็ก เล่าปี่ได้ศึกษาร่วมกับกองซุนจ้าน โดยเป็นศิษย์ของโลติด และเมื่อเล่าปี่เข้าร่วมกับกองซุนจ้าน กองซุนจ้านได้ส่งเล่าปี่ไปช่วยเต๊งไก๊ในการโจมตีมณฑลเฉงจิ๋ว เล่าปี่สร้างผลงานได้ดีจนได้แต่งตั้งเป็นนายอำเภอเพงง้วนก้วน
เมื่อเล่าปี่ยังเด็ก เขาได้เป็นเพื่อนกับกวนอูแห่งโฮต๋องและเตียวหุยแห่งตุ้นก้วน เขาจึงแต่งตั้งให้กวนอูและเตียวหุยเป็นแม่ทัพในสังกัดเขา ควบคุมกองทัพร่วมกัน เล่าปี่เคยนอนร่วมเตียงเดียวกับพวกเขาและปฏิบัติกับทั้งสองเหมือนกับเป็นพี่น้อง แต่เมื่ออยู่ในเหล่าฝูงชน ทั้งสองต่างยืนเฝ้าเล่าปี่ได้ทั้งวัน และติดตามเล่าปี่ไปทุกที่ จัดการธุระต่าง ๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากหรืออันตรายแค่ไหน
จูล่งแห่งเสียงสานนำทัพจากบ้านเกิดเขา เข้าร่วมกับกองซุนจ้าน กองซุนจ้านกล่าวกับเขาว่า "ข้าได้ยินว่าผู้คนทั่วมณฑลของท่านเลือกที่จะรับใช้อ้วนเสี้ยว เหตุใดท่านจึงไม่คิดทำเช่นนั้น และยังสามารถชักชวนผู้คนให้มาสวามิภักดิ์ข้าได้"
"ราชสำนักกำลังมีภัย ไม่มีผู้ใดตัดสินได้ว่าใครถูก ใครผิด ประชาชนต่างเศร้าโศกถ้าพวกเขาประสบหายนะ ในมณฑลของเขา เราหารือกัน และเราเลือกผู้นำที่ปกครองอย่างชอบธรรม ไม่ใช่เพราะเราเกลียดใต้เท้าอ้วน หรือว่ามีความนิยมชมชอบในตัวท่าน"
เมื่อเล่าปี่ได้พบกับจูล่ง เล่าปี่ชื่นชอบในตัวจูล่งมาก และมีไมตรีจิตต่อเขาอย่างดี จูล่งติดตามเล่าปี่ไปเพงง้วนก้วนและควบคุมทหารม้าให้เล่าปี่
ก่อนหน้านั้น อ้วนสุดได้เมืองลำหยงที่มีพลเมืองหลายล้าน แต่ปกครองประชาชนอย่างโหดร้าย ขึ้นภาษีตามใจชอบ ประชาชนต่างเดือนร้อนพากันอพยพหนี อ้วนสุดยังขัดแย้งกับอ้วนเสี้ยว ต่างฝ่ายต่างตั้งตัวเป็นศัตรูกันตั้งก๊กขึ้น อ้วนสุดร่วมกับกองซุนจ้าน อ้วนเสี้ยวเป็นพันธมิตรกับเล่าเปียว
เมื่อขุนนางต่าง ๆ ของตระกูลอ้วนต่างพากันไปรับใช้อ้วนเสี้ยว อ้วนสุดโกรธมากพูดว่า "พวกไร้ประโยชน์เหล่านั้นพากันละทิ้งข้าไปเข้าร่วมกับคนรับใช้ตระกูลอ้วน" เขาเขียนจดหมายถึงกองซุนจ้านเล่าว่า "อ้วนเสี้ยวไม่ใช่สายเลือดตระกูลอ้วน" เมื่ออ้วนเสี้ยวถึงกับโกรธเป็นไฟเมื่อรู้เรื่อง
อ้วนสุดส่งซุนเกี๋ยนไปโจมตีเล่าเปียว เล่าเปียวส่งหองจอมาต้านการโจมตีระหว่าง Fan และ Deng
ซุนเกี๋ยนเอาชนะหองจอและล้อมเมือง ซงหยง เล่าเปียวส่งหองจอออกจากเมืองไปรวบรวมกองทัพเสริม แต่ระหว่างทางกลับ หองจอพบกับทัพซุนเกี๋ยน ต่อสู้และพ่ายแพ้ จนหองจอต้องหนีไปยังเนินเขาเสียน
ซุนเกี๋ยนนำทัพที่ฮึกเหิมจากชัยชนะไล่โจมตีหองจอในยามค่ำคืน แต่ทหารของหองจอซุ่มอยู่ในดงไผ่ ดักยิงซุนเกี๋ยนและฆ่าเขา ฮวนกายแห่งเตียงสา ขุนนางผู้ถูกเสนอชื่อให้รับตำแหน่งบุตรกตัญญูจากซุนเกี๋ยน ได้ไปพบเล่าเปียวเพื่อขอศพของซุนเกี๋ยน เล่าเปียวชื่นชอบในความสามารถของเขาจึงอนุญาตให้เขานำศพซุนเกี๋ยนไปให้ญาติของซุนเกี๋ยน
ซุนเบนลูกชายซุนเกี๋ยง พี่ชายฝาแฝดของซุนเกี๋ยนเป็นผู้นำกองทัพซุนเกี๋ยนกลับไปหาอ้วนสุด อ้วนสุดแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว
เนื่องจากการตายของซุนเกี๋ยน อ้วนสุดจึงไม่สามารถเอาชนะเล่าเปียวได้
ก่อนหน้านั้น เมื่อตั๋งโต๊ะได้ไปถึงเตียงอั๋น เขาทิ้งจูฮี ให้ป้องกันลกเอี๋ยง แต่จูฮี ได้ลอบติดต่อกับทัพพันธมิตร จึงกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะทำร้ายเขา จูฮีจึงหนีไปมณฑลเกงจิ๋ว
ตั๋งโต๊ะตั้งเอียวอี๋จากฮองหลง เป็นขุนนางประจำที่โห้หนาน แต่จูฮีนำทัพกลับลกเอี๋ยงโจมตีเอียวอี๋ หลบหนีไป แต่โห้หนานนั้นไร้ผู้คนและไม่มีทรัพย์สินใด จูฮีจึงไปตั้งค่ายที่จงพวน แล้วเขียนจดหมายถึงหัวเมืองต่าง ๆ ขอกองทัพมาโจมตีตั๋งโต๊ะ
โตเกี๋ยมผู้ตรวจการมณฑลชีจิ๋ว แนะนำให้จูฮีตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพและส่งทหารสามพันนายไปช่วย หัวเมืองอื่น ๆ ก็ส่งทหารไปช่วยคนเช่นกัน
โตเกี๋ยมจากตันเอี๋ยง เมื่อโจรผ้าเหลืองก่อความวุ่นวายในมณฑลชีจิ๋ว ทางการแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ตรวจการ เมื่อโตเกี๋ยมมาถึง เขาโจมตีโจรผ้าเหลือง และเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด ขับไล่โจรผ้าเหลือง นำความสงบสุขมาสู่มณฑล
เล่าเอี๋ยนในมณฑลเอ๊กจิ๋ว มีแผนลับจะก่อกบฏ
เตียวฬ่อจากไพก๊กสืบทอดเป็นผู้นำลัทธิข้าวห้าส่วนจากปู่ของเขาเตียวเหลง พวกเขาอพยพมาอยู่ที่เสฉวน มารดาของเตียวฬ่อนั้นมักจะเป็นแขกเยี่ยมเยียนเล่าเอี๋ยนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อสอนคำสอนเกี่ยวกับปีศาจและวิญญาณ
เล่าเอี๋ยนตั้งให้เตียวฬ่อ และเตียวซิ่วป็นขุนพล ทั้งสองคนร่วมกันฆ่า Su Gu เจ้าเมืองฮันต๋งและปิดด่าน Yegu พวกเขายังฆ่าพลนำสารของราชวงศ์ฮั่นด้วย
เล่าเอี๋ยนบันทึกว่าโจรกบฏข้าวนั้น กีดขวางเส้นทางสัญจร ไม่มีทางที่จะผ่านไปได้ อาศัยข้ออ้างนั้นเล่าเอี๋ยน ฆ่าอองเหียนและลิกวน และขุนนางนับสิบคน ที่เป็นผู้นำในมณฑล และตั้งตัวเองให้มีอำนาจลงโทษขุนนางต่าง ๆ Ren Qi เจ้าเมืองเจียนเว่ย และขุนพล Jia Long นำทัพเข้าต่อต้าน แต่เล่าเอี๋ยนเอาชนะและฆ่าพวกเขา
เล่าเอี๋ยนทวีความทะเยอทะยานมากขึ้น เขาตัดเย็บฉลองพระองค์สำหรับตัวเขา ด้วย เล่าเปียวบันทึกสังเกตว่า เล่าเอี๋ยนนั้นเหมือนกับ Zixia และผู้คนตะวันตกของแม่น้ำแยงซีพากันเข้าใจผิดในความฉลาดของเขา
ในเวลานั้นบุตรของเล่าเอี๋ยน เล่าเฉียเป็นแม่ทัพซ้าย เล่าตัดเป็นราชเลขาเตรียมเอกสาร เล่าเจี้ยงเป็นขุนพล ทั้งสามติดตามฮ่องเต้ไปเตียงอั๋น มีเพียงเล่ามอลูกคนเล็กที่ยังอยู่กับเล่าเอี๋ยน ฮ่องเต้ส่งตัวเล่าเจี้ยง เป็นฑูตมาตักเตือนเล่าเอี๋ยน และให้ส่งคนติดต่อกับราชสำนักเหมือนเดิม เล่าเอี๋ยนไม่ส่งตัวเล่าเจี้ยง ลูกชายเขากลับราชสำนัก
กองซุนตู้เป็นขุนนางที่ผู้คนเคารพ ผู้คนมากมายต่างไปรับใช้เขา รวมถึงกวนหนิง เป๋งอ้วนและอองหลีจากปักไฮ
เมื่อกวนหนิงยังเด็ก เขาเป็นเพื่อนของฮัวหิม ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยขุดแปลงผักด้วยกัน เมื่อพวกเขาพบทองคำระหว่างขุดดิน กวนหนิงก็ขุดดินต่อไป โดยไม่เหลียวมองทองเลย เพราะมันไม่แตกต่างอะไรกับหินหรือดินสำหรับเขา ส่วนฮัวหิมนั้นหยิบมันขึ้นมาแล้วโยนทิ้งไป ผู้คนจึงจดจำเขาทั้งสองจากบุคลิกที่แตกต่างกัน
เป๋งอ้วนเดินทางไปทั่วเพื่อศึกษาหาความรู้ หลังจากออกเดินทางไปแปดเก้าปี เขาก็ครบกำหนดกลับบ้าน เพราะว่าเขาไม่ดื่มเหล้า อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นจึงเตรียมแต่ข้าวและเนื้อเพื่ออำลา เป๋งอ้วนจึงว่า "ข้าเคยดื่มเหล้า แต่มันทำให้ความคิดข้าสับสนและเป็นอุปสรรคกับการงาน แต่เพราะข้าต้องจากพวกท่านเป็นเวลานาน ข้าคิดว่าข้าสามารถดื่มสุรากับพวกท่านได้" พวกเขาจึงนั่งลง ร่ำสุราด้วยกัน หลังจากวันนั้น เป๋งอ้วนก็ไม่ดื่มสุราอีก
กวนหนิงและเป๋งอ้วนถูกสรรเสริญในความประพฤติอันดีงามของพวกเขา กองซุนตู้มักจะปล่อยให้บ้านพักรับรองว่างอยู่เสมอเพื่อพร้อมแก่การรับรองพวกเขา
หลังจากที่กวนหนิงมาพบกองซุนตู้ เขาได้สร้างกระท่อมในหุบเขา ในเวลานั้นผู้คนที่หลบหนีสงครามมามักจะเลือกที่จะอาศัยทางตอนใต้ของเมืองกองซุนตู้ แต่กวนหนิงกลับเลือกที่จะขึ้นเหนือ แสดงความตั้งใจจะไม่หวนคืนถิ่นเดิม ผู้อพยพหลายคนติดตามเขา ไม่นานที่แห่งนั้นก็เป็นเหมือนเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง
เมื่อกวนหนิงพบกับกองซุนตู้ เขาไม่ปริปากพูดถึงเรื่องราวเหตุการณ์ในปัจจุบัน กล่าวแต่เพียงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เมื่อเขากลับไปที่กระท่อมก็พูดถึงแต่บทโคลงกลอนซือจิง และจดหมายเหตุต่าง ๆ และเขามักจะสวดมนต์บูชาพร้อมเครื่องบวงสรวงอยู่เสมอ และเลือกพบแต่เฉพาะคนที่เป็นบัณฑิตเท่านั้น ดังนั้นกองซุนตู้จึงชื่นชมในตัวเขามาก คนทั่วไปก็ได้รับอิทธิพลจากคุณความดีของเขา
เป๋งอ้วนเป็นคนที่ประพฤติอย่างถูกต้อง เขาจะแย้งในสิ่งที่ผิดเสมอ ขุนนางของกองซุนตู้ทุกคนมักจะระวังตัวเมื่ออยู่กับเขา กวนหนิงพูดกับเป๋งอ้วนว่า "มังกรซ่อนกายนั้นรักษาศีลภาวนาโดนการเร้นกายไม่ให้คนพบเห็น การพูดจาโดยไม่ดูกาลเทศะย่อมสิ่งความหายนะมา" เขาชักจูงเป๋งอ้วนให้กลับบ้านอย่างลับ ๆ และเมื่อกองซุนตู้รู้เรื่องว่า เป๋งอ้วนกลับคืนถิ่นฐาน เขาก็ไม่พยายามที่จะนำตัวเขากลับมา ความสามารถของ อองหลีนั้นดียิ่งกว่าคนทั่วไป เมื่อเขายังเด็ก ชื่อเสียงของเขาโด่งดังยิ่งกว่ากวนหนิงและเป๋งอ้วน และเป็นอาจารย์ที่สอนวิถีปฏิบัติได้ดีมาก
เมื่อคนในหมู่บ้านของอองหลีขโมยวัวผู้อื่น เจ้าของจับได้ขโมยก็สารภาพพูดว่า "ข้าพร้อมแล้วที่จะถูกลงโทษถึงตาย ขอเพียงแต่ท่านอย่าได้ไปบอกท่านอองหลี" เมื่ออองหลีรู้ข่าว เขาจึงส่งคนไปแสดงความขอบคุณชายคนนั้นและมอบเสื้อผ้าให้แก่เขา เมื่อเขาถูกถาม อองหลีอธิบายว่า "ขโมยผู้นั้นกลัวเพราะข้าสอนว่าเป็นความผิด เขาจึงได้แสดงความละอาย ความดีในใจได้แสดงออกมา ข้าได้มอบเสื้อผ้าให้แก่เขาเพื่อต้องการสนับสนุนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขา" หลังจากนั้นไม่นานมีชายแก่คนหนึ่งทิ้งดาบไว้บนถนน มีคนผ่านมาและเฝ้าดาบนั้นไว้ เมื่อใกล้พลบค่ำ ชายแก่กลับมามองหาดาบนั้นและเจอในที่สุด เขาคิดว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่มีคนเฝ้าดาบของเขาทั้งที่ตัวเองไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เขาจึงนำเรื่องราวไปบอกอองหลี เมื่ออองหลีสืบเรื่องนี้ ก็ปรากฏว่าชายคนนั้นคือโจรที่ขโมยวัวนั่นเอง
ทุกคนที่มีเรื่องทะเลาะกันมักจะไปให้อองหลีเป็นผู้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด บางคนก็เดินทางกลับระหว่างทาง เพราะเขารู้ดีว่าเขาผิด บางคนเมื่อเห็นบ้านอองหลีก็ถอยกลับ ต่างคนต่างสนับสนุนกันทำความดี ไม่มีผู้ใดกล้าเสนอเรื่องความประพฤติมิชอบของพวกเขาต่ออองหลี กองซุนตู้ต้องการแต่งตั้งอองหลีเป็นหัวหน้าขุนนางของเขา แต่อองหลีปฏิเสธ เขาประกอบอาชีพค้าขายเพื่อลดคุณค่าตัวเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเชิญตัวไปรับใช้
Sanguo in Thai Language
All informations about Sanguo in this website was translated from other sanguo websites. Main informations are from asianstudies.anu.edu.au by Adjunct Professor Rafe de Crespigny, wikipedia.org and kongming.net. It takes almost a year for me to completed all informations, I hope Sanguo fan in Thailand will like it.เนื้อหาเกี่ยวกับสามก๊กในเวบนี้ ผมแปลจากเวบที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสามก๊กภาษาอังกฤษ เนื้อหาส่วนหลักนั้นนำมาจาก ผลงานของ ศาสตราจารย์ Rafe De Crespigny โดยได้รับการอนุญาตจากตัวศาสตราจารย์ และทางมหาวิทยาลัย Australian National University โดยทางมหาวิทยาลัยขอให้ลงข้อความนี้
1. the original English version was published by the Faculty of Asian Studies Australian National University in 1996.
1. บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษนี้ ได้ถูกตีพิมพ์โดยคณะเอเชียนศึกษา มหาวิทยาลัย Australian National ในปี 1996
2. This writer have the authors permission to publish his work in translation.
2. ผู้เขียนได้รับการอนุญาตจากผู้เขียนต้นฉบับนี้แล้วให้สามารถทำการเผยแพร่ผลงานแปลได้
ตามความประสงค์ของทางมหาวิทยาลัย บทความบางส่วนแปลมาจากเวบ wikipedia.org และ kongming.net
สามก๊ก
![]() |
|
![]() |
เนื้อเรื่องสามก๊ก
|
![]() |
เกร็ดสามก๊ก รายชื่อสามก๊ก(ใหม่) รายชื่อสามก๊ก แผนที่สามก๊ก แผนผังตระกูลซุน ยศทหารและขุนนางในสามก๊ก |
![]() |
|
![]() |




