FeelThailand.com

Welcome to Thailand


ปี Zhongping 6 : 189 AD (4 กุมภาพันธ์ 189 – 22 กุมภาพันธ์ 190)



ฤดูใบไม้ผลิเดือนที่สอง กองทัพหวางกัวะหมดกำลังใจและเหนื่อยหน่าย พวกเขาเลิกการปิดล้อมและถอยทัพ ฮองฮูสงจึงส่งทหารเข้าโจมตี

ตั๋งโต๊ะพูดว่า ท่านไม่ควรทำเช่นนั้น ตามหลักพิชัยยุทธ์ ข้าศึกที่เข้าตาจนไม่ควรบีบคั้น กองทัพข้าศึกที่ถอยหนีไม่ควรโจมตี

ผิดแล้ว ฮองฮูสงตอบ แต่แรก ที่ข้าไม่โจมตีเพราะต้องการเลี่ยงความแข็งแกร่งของทัพโจรกบฏ เวลานี้ข้าโจมตีเพราะพวกโจรอ่อนแอ ข้ากำลังโจมตีกองทัพที่สูญเสียกำลังใจ หาใช่กองทัพที่ถอยหนี

ยิ่งกว่านั้นทัพของหวางกัวะถอยหนีอย่างไม่คิดต่อสู้ ขอเพียงกองทัพที่เปี่ยมวินัยของเราเข้าโจมตีเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็จะไม่ตกอยุ่ในตาจนแต่จะพ่ายแพ้ย่อยยับต่างหาก

ฮองฮูสงจึงนำทัพเข้าโจมตีเพียงลำพัง ปล่อยให้ตั๋งโต๊ะเป็นทัพหลัง ฮองฮูสงรบกับโจรกบฏหลายครั้ง ได้ชัยชนะทุกครั้ง สังหารโจรกบฏมากกว่าหนึ่งหมื่นนาย ตั๋งโต๊ะรู้สึกอับอายและโกรธแค้นมาก เขาเริ่มมีอคติกับฮองฮูสงก็ตอนนี้เอง

หันซุยและผู้นำกบฏคนอื่นปลดหวางกัวะและบังคับเงียมจงแห่งฮันหยง อดีตนายอำเภอ ซินตู้เป็นผู้นำแทน แต่เงียมจงป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา หันซุยและคนอื่น ๆ ต่อสู้แย่งกันเป็นผู้นำ และกองทัพของพวกเขาก็อ่อนแอลง

เล่าหงีผู้ปกครองมณฑลอิวจิ๋ว มาถึงดินแดนของเขาและส่งผู้นำสารไปเตือนเผ่าเซียนบิ เขาสั่งให้เผ่าเซียนบินำหัวของเตียวกีและเตียวซุ่นมาให้เขา แล้วเขาจะมอบรางวัลให้ คิวลิจู่และพวกรู้ว่าเล่าหงีมาถึงดินแดนนี้ต่างก็ดีใจ พวกเขาส่งสารตอบกลับและยอมกลับบ้านเกิด เตียวกีและเตียวซุ่นหนีข้ามชายแดนไป คนติดตามของพวกเขาทั้งหมดล้วนยอมแพ้ไม่ก็หลบหนีไป

เล่าหงีส่งฎีกาว่าทหารทั้งหมดในค่ายถูกปลดออกจากประจำการ เหลือเพียงทหารม้าและพลเดินเท้าหนึ่งหมื่นคนที่ปักเป๋งในสังกัดของกองซุนจ้านขุนพลผู้นำคนชั่วมายอมสยบเท่านั้น

ในเดือนที่สามหวางเจิ้งคนสนิทของเตียวซุ่นสังหารเตียวซุ่น นำหัวมามอบให้แก่เล่าหงี กองซุนจ้านต้องการที่จะทำลายเผ่าหวูฮวนให้หมดสิ้น แต่เล่าหงีวางแผนที่ใช้ความเมตตานำพวกเขามายอมแพ้ ทำให้ทั้งสองคนทะเลาะและไม่ลงรอยกัน

ในฤดูร้อน เดือนที่สี่ วันที่ 3 พฤษภาคม (bingwu) วันแรกของเดือน มีสุริยปราคาเกิดขึ้น

ไท่เว่ยม้าหยิดออกจากตำแหน่ง พลนำสารเดินทางมาแต่งตั้งเล่าหงี ผู้ปกครองมณฑลอิวจิ๋วเป็นไท่เว่ยและได้ศักดินาเป็นพระยาแห่งหยงกิว

เกียนสิดเกียจชังโฮจิ๋นแม่ทัพใหญ่ ด้วยการสนับสนุนของเหล่าขันที เขาแนะนำฮ่องเต้ให้สั่งการให้โฮจิ๋นนำทัพไปตะวันตกเพื่อปราบหันซุย ฮ่องเต้ทรงเห็นด้วย

โฮจิ๋นก็รู้ว่าราชโองการนี้เป็นแผนการของเกียนสิด เขาจึงส่งสารบอกฮ่องเต้ว่า ควรจะส่งอ้วนเสี้ยวไปเกณฑ์ทหารจากสองมณฑล ชีจิ๋วและกุนจิ๋วเสียก่อน ด้วยแผนนี้ เขาจึงไม่ต้องเดินทัพจนกว่าอ้วนเสี้ยวจะกลับมาจากการเกณฑ์ทหารก่อน

ก่อนหน้านั้น โอรสของฮ่องเต้หลายพระองค์ได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อโฮฮองเฮาได้ประสูติโอรสเล่าเปียน องค์ชายจึงถุกนำไปยังบ้านของนักพรตเต๋าที่มีชื่อเสียง นักพรตซือจื่อเมียว พระโอรสจึงถูกเรียกว่าท่านซือ และพระสนมเอกอองบีหยินก็ได้ให้กำเนิดพระโอรสเช่นกันพระนามว่าเล่าเหียบ องค์ฮองไทเฮาเป็นผู้ดูแลพระโอรสด้วยตัวเอง ดังนั้นพระโอรสองค์นี้จึงถูกเรียกว่า ท่านตั๋ง (สนมอ้องถูกโฮฮองเฮาลอบฆ่าหลังจากให้กำเนิด ฮ่องเต้เลนเต้ทรงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง และแต่งบทกลอนถึงนางด้วยความอาลัยไว้สองบท ด้วยเกรงว่าโอรสจะเป็นอันตรายจากโฮฮองเฮา พระองค์จึงทรงฝากพระโอรสให้อยู่ในการดูแลของเสด็จแม่ของพระองค์ องค์ฮองไทเฮา เพื่อป้องกันอันตรายจากความริษยาของโฮฮองเฮา)

เมื่อเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่ต่างทูลถามว่าจะทรงตั้งใครเป็นองค์รัชทายาท ฮ่องเต้เลนเต้ทรงเห็นว่าเล่าเปียนนั้นเหลาะแหละ ไม่มีความสง่าผ่าเผยเป็นผู้นำ เขาจึงตั้งใจว่าจะให้เล่าเหียบเป็นองค์รัชทายาท แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจสั่งการลงไป (แม้ว่าองค์รัชทายาทสมควรเป็นองค์ชายใหญ่ที่ประสูติจากฮองเฮา แต่กฎมณเฑียรบาลราชสำนักฮั่นก็ให้สิทธิ์ฮ่องเต้เป็นคนตัดสินใจว่า องค์ชายพระองค์ใดที่ควรจะเป็นรัชทายาท ถ้าฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ก่อนมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ สิทธิ์ในการตัดสินใจก็จะอยู่ที่ฮองเฮาและ ฮองไทเฮาตามลำดับ)

ในเวลานั้นฮ่องเต้เลนเต้ทรงประชวรอย่างหนัก เขาจึงมอบเล่าเหียบให้อยู่ในความดูแลของขันทีเกียนสิด (เกียนสิดเป็นขันทีที่ได้รับอำนาจในการควบคุมทัพทั้งแปดแห่งวังสวนตะวันตก และอำนาจสั่งการกองทัพทหารทั้งหมดในเมืองหลวง ซึ่งรวมถึงอำนาจสั่งการแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นด้วย)

ในวันที่ 13 พฤษภาคม (bingchen) ฮ่องเต้เลนเต้ได้สวรรคตขณะประทับอยู่ในหอเกียรติยศ (หอเกียรติยศอยู่ทางตอนใต้ของวังหลวง ทางประตูเก้ามังกร ในขณะสวรรคต ฮ่องเต้เลนเต้มีพระชนมายุ 34 ชันษา เนื่องจากทรงประสูติในปี 156 AD)

เกียนสิดซึ่งอยู่ในวังหลวงในตอนนั้น ได้วางแผนที่จะสังหารโฮจิ๋นและแต่งตั้งเล่าเหียบให้ครองราชย์ เขาจึงเชิญโฮจิ๋นให้เข้ามาหาเพื่อปรึกษา โฮจิ๋นมาถึงวังหลวงด้วยรถม้าของเขาในเวลาไม่นาน

พัวอิ๋น นายทหารในสังกัดของ เกียนสิดซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของโฮจิ๋น ได้ออกไปหาโฮจิ๋นเพื่อเตือนให้เขาระวังตัว โฮจิ๋นตกใจจึงควบม้าตรงกลับที่พักของเขาทันที เขานำกองทัพเขาไปตั้งค่ายที่บ้านพักหัวเมือง และประกาศว่าตัวเขาล้มป่วยจึงไม่สามารถเข้าวังหลวงได้

ในวันที่ 15 พฤษภาคม (wuwu) พระโอรสเปียนได้ถูกแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้ พระองค์มีพระชนมายุ 14 ปีในตอนนั้น โฮฮองเฮาถูกแต่งตั้งเป็นฮองไทเฮาและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีประกาศนิรโทษกรรมจากราชสำนัก และปีรัชกาลถูกเปลี่ยนเป็นกวงซี

พระอนุชาของฮ่องเต้ เล่าเหียบ ถูกยกบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นอ๋องแห่ง ปุดไฮ ในขณะมีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา

แม่ทัพหลังอ้วนอุยถูกแต่งตั้งเป็นราชครู มีอำนาจควบคุมราชอาลักษณ์ร่วมกับแม่ทัพใหญ่ โฮจิ๋น

โฮจิ๋นซึ่งคุมอำนาจในราชสำนักเวลานี้ เขาโกรธแค้น เกียนสิดมากที่วางแผนจัดการเขา เขาจึงวางแผนลับจัดการสังหาร เกียนสิด อ้วนเสี้ยวได้ติดต่อกับโฮจิ๋นผ่านเตียวจิ้น คนสนิทของโฮจิ๋น อ้วนเสี้ยวได้แนะนำให้เขาฆ่าเหล่าขันที เพราะว่าตระกูลอ้วนเป็นตระกูลขุนนางใหญ่มาหลายชั่วคน และอ้วนเสี้ยวเองกับอ้วนสุดลูกพี่ลูกน้องของเขา ที่มีตำแหน่งแม่ทัพรองนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่นี้ โฮจิ๋นจึงเชื่อใจพวกเขาและแต่งตั้งตำแหน่งให้พวกเขา (อ้วนสุดนั้นเป็นลูกของ อ้วนฮองซึ่งมีตำแหน่งเป็นซือคง และเป็นหลานของอ้วนถังซึ่งเคยครองตำแหน่งซานก๋งทั้งสาม อ้วนเสี้ยวนั้นเป็นหลานของอ้วนถังเช่นเดียวกัน แต่บิดาของเขากลับไม่มีบันทึกไว้ ตามบันทึกประวัติของอ้วนเสี้ยว เขาเป็นบุตรของอ้วนเทียซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของอ้วนถัง แต่บันทึกจากแหล่งอื่นว่า อ้วนเสี้ยวเป็นบุตรบุญธรรมของอ้วนเทีย ที่จริงแล้วเขาเป็นบุตรของอ้วนฮองที่เกิดจากเมียน้อย ซึ่งทำให้อ้วนเสี้ยวมีฐานะที่ต่ำต้อยกว่าภายในตระกูล)

โฮจิ๋นได้รวบรวมคนดีมีฝีมือมาช่วยเขาวางแผน เขารวบรวมคนได้มากกว่ายี่สิบคน เช่น โหหยอง ซุนฮิว แตะถ้ายแห่งโห้ลาย โหหยองถูกแต่งตั้งเป็นขุนพลในส่วนกลางของกองทัพเหนือ ซุนฮิวเป็นขุนนางประจำประตูเหลือง แตะถ้ายเป็นขุนนางอาลักษณ์ โฮจิ๋นให้ความไว้วางใจแก่บุคคลทั้งสามอย่างมาก (ขุนพลในส่วนกลางของกองทัพเหนือมีอำนาจควบคุมกฎระเบียบกองทัพทั้งห้าที่ประจำอยู่ที่เมืองหลวง ขุนนางประตูเหลืองก็เป็นหนึ่งในตำแหน่งขุนนางเพียงไม่กี่ตำแหน่งที่สามารถเข้าออกวังหลวงโดยไม่ต้องได้รับอนุญาตก่อน ขุนนางอาลักษณ์นั้นสามารถดูเอกสารราชการที่สำคัญต่าง ๆ ได้ ดังนั้นแม้ว่าสามตำแหน่งนี้จะดูเป็นตำแหน่งเล็ก ๆ แต่เป็นความสำคัญมากต่อแผนการของโฮจิ๋นที่จะควบคุมกองทัพ วังหลวงและการปกครอง)

ซุนฮิวนั้นเป็นเหลนของซุนซวงบัณฑิตที่มีชื่อเสียง

เกียนสิดนั้นเกิดความระแวงสงสัยโฮจิ๋น เขาเขียนจดหมายถึงขันทีคนอื่นเช่น เตียวต๋ง ซงเตียนและคนอื่น ๆ ว่า “แม่ทัพใหญ่และเหล่าญาติของเขาได้ควบคุมอาณาจักรและราชสำนักไว้ และด้วยความร่วมมือของขุนนางคนอื่น ๆ พวกเขาวางแผนที่จะสังหารขุนนางของอดีตฮ่องเต้และทำลายผู้คนของเขา เหตุผลเดียวที่เขายังลังเลาอยู่เพราะว่าข้ามีอำนาจควบคุมราชองครักษ์ พวกท่านต้องร่วมมือกัน ขวางประตูวังหลวงเอาไว้ จัดการนำตัวเขามาอย่างรวดเร็วและสังหารเขาเสีย

ก๊กเสงขันทีที่มาจากเมืองเดียวกับโฮจิ๋น เขาได้อาศัยผลสำเร็จของโฮฮองเฮาและโฮจิ๋นตลอดมา และยังเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดกับตระกูลโฮ เขาร่วมสนทนากับ เตียวต๋งและคนอื่น ๆ ว่า เขาตัดสินใจไม่ร่วมในแผนการของเกียนสิด และก๊กเสงก็ได้แสดงจดหมายปองร้ายให้โฮจิ๋นดู

ในวันที่ 27 พฤษภาคม โฮจิ๋นส่งหัวหน้าขุนนางของประตูเหลืองเข้าจับกุม เกียนสิดและสังหารเขาเสีย

แม่ทัพทหารม้าเร็วตั๋งต๋งได้คัดค้านการใช้อำนาจของโฮจิ๋น และเหล่าขันทีก็ได้ร่วมเป็นกำลังกับเขา เมื่อฮองไทเฮาตั๋งได้พยายามจะแทรกแซงการปกครอง ฮองไทเฮาโฮก็ได้ยับยั้งนาง ฮองไทเฮาตั๋งโมโหมาก ตระโกนด่าว่า เจ้ามีอำนาจขึ้นมาได้ก็เพราะพี่ชายของเจ้า แต่ข้าสามารถสั่งให้แม่ทัพม้าเร็วจัดการตัดหัวโฮจิ๋นได้ ง่ายดายยิ่งกว่าข้าพลิกฝ่ามือเสียอีก ฮองไทเฮาโฮเมื่อได้ยินก็บอกเรื่องนี้แก่โฮจิ๋น

ในเดือนที่ห้า โฮจิ๋นร่วมกับซานก๋งเสนอฎีกาถวายว่า “ฮองเฮาเซียวหยิน (ฮองไทเฮาตั๋ง) ได้สั่งการให้ เห้หุยอดีตขันทีและคนอื่น ๆ ให้เจรจากับมณฑลและหัวเมืองต่าง ๆ ให้ส่งภาษีไปที่วังตะวันตก ธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ ในวังหลวงไม่ควรมีฮองเฮามากกว่าหนึ่งคน เราควรที่จะขอร้องให้พระนางกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิดของพระนางเอง” และฎีกานี้ก็ถูกอนุมัติ (ฮองไทเฮาตั๋งนั้นเป็นภรรยาของ เล่าฉางพระบิดาของฮ่องเต้เลนเต้ แต่เล่าฉางนั้นเป็นเพียงเชื้อพระวงศ์ปลายแถวที่มียศเป็นเพียงพระยาเท่านั้น แต่ถูกสถาปนาหลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ให้มีพระนามว่า ฮ่องเต้เซียวหยิน ที่ประทับของฮองไทเฮาตั๋งนั้นคือวังความยินดีนิรันดร ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของวังหลวง)

วันที่ 7 มิถุนายน โฮจิ๋นนำทหารเข้าล้อมที่ทำการของแม่ทัพทหารม้าเร็ว เขาจับกุมตั๋งต๋งและปลดเขาออกจากตำแหน่ง ตั๋งต๋งฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา

ในวันที่ 7 กรกฎาคม (xinhai) ฮองไทเฮาตั๋งเสียชีวิตลงเนื่องจากความเศร้าโศกเสียใจ (มีบันทึกว่าพระนางทรงปลงพระชนม์ตัวเอง) เพราะว่าไม่มีใครกล้าต่อต้านตระกูลโฮอีกต่อไป

ในวันที่ 17 กรกฎาคม (xinyou) พระศพของฮ่องเต้เซียวหลิง (ฮ่องเต้เลนเต้) ถูกฝังที่บุนเหลง โฮจิ๋นนั้นหวาดระแวงจากเหตุการณ์ที่ เกียนสิดวางแผนลอบสังหารเขา จึงแสร้งทำเป็นล้มป่วย และไม่เข้าร่วมในพิธีไว้ทุกข์และงานศพ

เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้น

ในฤดูใบไม้ร่วง เดือนที่เจ็ด เล่าเหียบอ๋องแห่ง ปุดไฮ ถูกแต่งตั้งเป็นอ๋องแห่งตันลิว

ซือถูเตงกงพ้นจากตำแหน่ง

อ้วนเสี้ยวแนะนำโฮจิ๋นอีกครั้งว่า “ในอดีตเมื่อ Dou Wu วางแผนลอบสังหารขันที สิ่งเดียวที่เขาเสียใจคือการปล่อยให้แผนการรั่วไหลออกไป”

“เหล่าทหารของกองทัพทั้งห้าแห่งกองทัพตอนเหนือล้วนแต่เกรงกลัวเหล่าขันทีและเตรียมพร้อมที่จะเชื่อฟังพวกเขา แต่ Dou Wu กลับเชื่อในเหล่าทหารนั้น ดังนั้นเขาจึงนำหายนะมาสู่ตัวเอง”

“ในตอนนี้ ท่านและโฮเบี้ยวน้องชายท่าน ต่างก็ควบคุมกองทัพที่แข็งแกร่ง นายทหารของพวกท่านก็กล้าหาญอย่างยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง และเตรียมพร้อมจะทำตามคำสั่งของท่าน ทุกสิ่งเหมือนอยู่ในเงื้อมมือของท่าน นี่เป็นโอกาสที่สวรรค์บันดาลมาให้ท่าน ขอให้นายท่านจงรีบจัดการสิ่งชั่วร้ายออกจากอาณาจักรเราเสีย ทำความดีให้ชนรุ่นหลังจดจำชื่อของท่าน ท่านไม่อาจปล่อยโอกาสอันดีงามเช่นนี้หลุดมือไป”

แล้วโฮจิ๋นก็พูดกับโฮไทเฮา ขอให้ปลดเหล่าขันทีออกจากตำแหน่งขุนนางต่าง ๆ แล้วแต่งตั้งขุนนางคนอื่นเข้าทำหน้าที่แทน แต่โฮไทเฮาไม่เห็นด้วย พูดว่า ตั้งแต่ครั้งบรรพกาล เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักฮั่นที่เหล่าขันที่จะเป็นผู้ดูแลวังต้องห้าม ท่านไม่อาจละเมิดขนบธรรมเนียมได้ อีกอย่างอดีตฮ่องเต้ก็เพิ่งสวรรคตไปไม่นาน ท่านก็จะให้ข้าเลิกธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วข้าทำตามแล้วข้าจะมีหน้าไปพบผู้คนได้อย่างไร

โฮจิ๋นรู้ว่าไม่ทราบเปลี่ยนใจโฮไทเฮาได้ แต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะกำจัดเหล่าขันที อ้วนเสี้ยวสนับสนุนว่า ขันทีเป็นกลุ่มคนที่จะใกล้ชิดกับองค์ฮ่องเต้ คอยให้คำแนะนำและออกคำสั่ง ถ้าไม่หยุดระบบขันทีนี้เสีย ปัญหาจะต้องตามมาภายหลังแน่

และโฮเบี้ยวและท่านหญิงแห่งบู๊เอี๋ยง (นางบูยงกุ๋น) ซึ่งเป็นมารดาของโฮจิ๋น โฮเบี้ยวและโฮไทเฮา ต่างก็รับสินบนจากเหล่าขันที พวกเขาเชื่อว่าโฮจิ๋นต้องการฆ่าเหล่าขันที จึงพูดกับโฮไทเฮาหลายต่อหลายครั้งให้โฮไทเฮาปกป้องเหล่าขันที พวกเขาบอกว่า ถ้าแม่ทัพใหญ่ (โฮจิ๋น) สังหารเหล่าขันทีตามอำเภอใจ เขาจะทำการละเมิดอำนาจแห่งที่ตัวเองและจะทำให้ราชสำนักเสื่อมเสียและอ่อนแอ โฮไทเฮาเห็นด้วยกับความคิดนี้

เมื่อโฮจิ๋นขึ้นมามีอำนาจ เขามักจะระแวงเหล่าขันที แต่แม้ว่าภายนอกโฮจิ๋นจะดูเป็นคนเข้มแข็งห้าวหาญ แต่จริง ๆ แล้ว เขากลับไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร และเหตุการณ์นี้ก็ยังค้าง ๆ คา ๆ อยู่

อ้วนเสี้ยวและคนอื่นเสนอให้ แม่ทัพและขุนพลจากทั่วแผ่นดินนำกำลังทหารเข้าเมืองหลวงเพื่อกดดันโฮไทเฮา โฮจิ๋นเห็นชอบให้ทำตามนี้

ตันหลิมแห่ง กองเหลงขุนนางอาลักษณ์ของโฮจิ๋น คัดค้านข้อเสนอนี้ บอกว่า มีคติพจน์กล่าวไว้ถึง ชายผู้ปิดตาเพื่อจับนก (เป็นเหมือนการหลอกตัวเอง พูดถึงชายคนหนึ่งที่หวังว่าปิดตาแล้ว แม้เขาเองจะไม่เห็นนก แต่ในขณะเดียวกันนกก็จะไม่เห็นเขาด้วย ในนิยายตันหลิมพูดเป็นโครงกลอนว่า
“ชายชาญเชิงเชี่ยวด้านธนูศิลป์
ไกลโสตสุดเสียงยินสู่เป้า
ปิดตาโก่งนกบินหมายมุ่งทะนงนา
ศรพลาดเสียบมือเข้าแต่นั้นเสียคน”)
การหลอกตัวเองเช่นนี้ก็จะล้มเหลวในเรื่องเล็ก ๆ และงานใหญ่เรื่องของบ้านเมืองก็เช่นกัน เรื่องใหญ่ของบ้านเมืองจะใช้กลลวงเช่นนี้ได้อย่างไร ตัวท่านนั้นคุมอำนาจทางการ และกองทัพใหญ่น้อยทั้งปวง เปรียบประดุจดั่งเสือหรือมังกรก็ไม่ปาน ท่านสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ใจท่านประสงค์

การเรียกทหารจากหัวเมืองต่าง ๆ เหมือนดั่งเติมฟืนให้กองไฟโหมแรงขึ้น ทั้งที่เราเพียงต้องการเพียงไฟกองเล็ก ๆ ท่านต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นความเด็ดขาดของอำนาจที่ท่านมี ใช้วิจารญาณของท่านตัดสินใจ แล้วสวรรค์และประชาชนจะอยู่เคียงข้างท่าน

ถ้าท่านไม่นำอำนาจที่ท่านมีมาใช้ แต่กลับขอความช่วยเหลือจากหัวเมืองต่าง ๆ เหล่ากองทัพก็จะมารวมกัน แล้วคนที่แกร่งที่สุดจะเป็นผู้ชนะ สุดท้ายแล้วก็เหมือนกับหอกที่หันเข้าหาตัวท่านได้เปลี่ยนมือจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเท่านั้น แผนนี้จะล้มเหลวแน่นอน และตัวท่านก็จะหายนะตามไปด้วย แต่โฮจิ๋นก็ไม่ฟังคำแนะนำของเขา

เมื่อโจโฉขุนพลจัดการกองทัพได้รู้ถึงการถกเถียงนี้ เขาหัวเราะแล้วพูดว่า อย่างไรเสียขันทีก็ยังจำเป็นต่อวังหลวง แต่ฮ่องเต้ของเรานั้นไม่ควรที่จะปล่อยให้เหล่าขันทีมีอำนาจและก้าวก่ายในการบริหารบ้านเมือง จนเกิดปัญหา เพื่อจะแก้ปัญหานี้ ก็แค่เพียงจัดการลงโทษคนที่เป็นผู้นำกลุ่มขังคุกเพียงคนเดียวก็พอ เหตุใดต้องวุ่นวายระดมกองทัพจากหัวเมืองด้วย ถ้าเขาวางแผนที่จะฆ่าเหล่าขันที ไม่ช้าแผนการก็ต้องรั่วไหลออกมา ข้าเห็นว่าไม่ช้าโฮจิ๋นจะต้องล้มเหลว

ก่อนหน้านั้น ฮ่องเต้เลนเต้ได้เรียกตัวตั๋งโต๊ะมารับตำแหน่งผู้รักษาทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่ตั๋งโต๊ะได้ส่งสารว่า เหล่านายทหารในอองจงและชนเผ่าต่าง ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้มาหาข้าพระองค์บอกว่า พวกเขายังไม่ได้รับสินจ้างใด ๆ จากทางการ และเสบียงศึกก็ไม่ได้ส่งมา เหล่าภรรยาและบุตรของพวกเขาล้วนหิวโหยและเหน็บหนาว พวกเขายึดรถสัมภาระของข้าไว้ ทำให้ข้าไม่สามารถมาเข้าเฝ้าได้ เผ่าเกี๋ยงและชนเผ่าอื่น ๆ นั้นหยาบช้าและชั่วร้าย ข้าไม่สามารถกล่อมให้พวกเขาสงบได้ ข้าจึงต้องรั้งอยู่ที่นี่เพื่อควบคุมพวกเขา ถ้ามีเหตุใดเกิดขึ้นอีก ข้าน้อยจะรายงานพระองค์เพิ่มเติม แต่ราชสำนักก็ไม่ได้ทำสิ่งใดต่อการเพิกเฉยต่อราชโองการของตั๋งโต๊ะ

แล้วฮ่องเต้ก็ได้ล้มป่วยหนัก มีราชโองการแต่งตั้งให้ตั๋งโต๊ะเป็นผู้ปกครองมณฑลเป๊งจิ๋ว และให้มอบทหารในสังกัดให้แก่ฮองฮูสง ตั๋งโต๊ะส่งสารตอบว่า แม้ว่าข้าน้อยจะไร้ความสามารถ แต่ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณต่าง ๆ นานา และได้คุมอำนาจทหารมาเป็นสิบ ๆ ปี เหล่าแม่ทัพนายกองของข้าล้วนแต่คุ้นเคยกันมาอย่างดี พวกเขาชมชอบในความเมตตาของข้าน้อย พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของข้าน้อยอย่างดี ข้าขอนำพวกเขาติดตามข้าไปยังมณฑลทางเหนือเพื่อช่วยในการป้องกันชายแดนด้วย

ฮองฮูเหียบหลายของฮองฮูสงได้พูดกับลูงเขาว่า ตอนนี้มีเพียงท่านและตั๋งโต๊ะที่มีอำนาจควบคุมกองทัพทั้งแผ่นดิน และท่านกับตั๋งโต๊ะก็บาดหมางไม่ลงรอยกัน ไม่ช้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ย่อมแพ้พ่าย ตั๋งโต๊ะนั้นได้รับราชโองการให้มอบอำนาจทหารคืนแก่ทางการ แต่เขาส่งสารไม่ยอมส่งกองทัพคืน นี่ถือว่าขัดพระราชโองการ เพราะตั๋งโต๊ะรู้ว่าตอนนี้ราชสำนักกำลังวุ่นวาย เขาจึงเหิมเกริมกล้าที่จะเหนี่ยวรั้งและปฏิเสธคำสั่ง ถือว่ามีใจคิดคดทรยศ ความผิดสองข้อนี้ไม่อาจเว้นโทษได้

ตั๋งโต๊ะนั้นยังโหดร้ายและประพฤติตัวผิดธรรมเนียม เขาไม่มีเพื่อนที่ภักดี กองทัพก็ไม่เชื่อฟังเขา ตัวท่านเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่กว่า ถ้าท่านจะฉวยโอกาสนี้ใช้อาณาสิทธิของกองทัพลงโทษตั๋งโต๊ะ ก็จะเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ และกำจัดคนชั่วที่ไม่เชื่อฟังในคราวเดียว แผนการนี้จะประสบความสำเร็จแน่นอน

ฮองฮูสงตอบว่า แม้ว่าการขัดราชโองการจะถือเป็นความผิดใหญ่หลวง แต่ข้าก็จะทำผิดด้วยเช่นกันหากลงโทษคนตามอำเภอใจ ทางที่ดีควรจะส่งรายงานให้ราชสำนักเป็นผู้ตัดสินใจ แล้วฮองฮูสงก็ส่งรายงานเข้าเมืองหลวง ฮ่องเต้ออกประกาศประณามตั๋งโต๊ะ แต่ตั๋งโต๊ะก็ยังไม่ใส่ใจ และยังตั้งค่ายอยู่ที่โฮต๋องรอดูความคืบหน้าต่อไป

โฮจิ๋นเรียกตั๋งโต๊ะให้นำทัพของเขาเข้ามาในเขตเมืองหลวง แต่ขุนนางท้องพระโรงแตะถ้ายคัดค้านว่า ตั๋งโต๊ะเป็นคนหยาบช้าและชั่วร้าย และมีความทะเยอะทะยานสูง ถ้าท่านนำเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง และเชื่อใจเขาให้ทำการใหญ่ ท่านจะควบคุมเขาไม่ได้ในที่สุดและตัวท่านเองจะตกอยู่ในอันตราย

ด้วยอำนาจส่วนตัวที่ท่านมีและสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ ท่านมีอำนาจเหมือนดั่งอี้อึ้ง ด้วยอำนาจนี้ท่านสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองและจัดการเหล่าคนชั่วเสีย มันเป็นการไม่เหมาะที่จะเรียกใช้ตั๋งโต๊ะในงานใหญ่นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าท่านปล่อยสถานการณ์ให้ล่วงเลยไปเสีย ทุกอย่างอาจผันแปรไป ราชวงศ์หยิน(ซาง)นั้นเป็นตัวอย่างได้อย่างดี ท่านควรจะรีบตัดสินใจในทันที (ราชวงศ์เซี่ยโดนโค่นล้มโดยราชวงศ์ซาง และราชวงศ์ซางก็โดนราชวงศ์โจวโค่นล้มในเวลาต่อมา)

ขุนนางอาลักษณ์โลติดก็ยังแนะนำไม่ให้โฮจิ๋นเรียกตัวตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง แต่โฮจิ๋นำไม่ฟังคำแนะนำพวกเขา แตะถ้ายจึงลาออกจากตำแหน่งและจากไป ก่อนไปเขาพูดกับซุนฮิวว่า การรับใช้ท่านโฮจิ๋นช่างยากเหลือเกิน

อองของขุนนางของโฮจิ๋นและ เปาสิ้นผู้บัญชาการทหารม้าเดินทางมาจากไทสัน โฮจิ๋นส่งพวกเขาทั้งสองกลับไปยังเมืองของพวกเขาเพื่อเกณฑ์ทหาร แล้วเขาก็เรียก เตียวโป้ เจ้าเมืองตองกุ๋นให้มาตั้งค่ายที่เช็งเกา แล้วส่งเตงหงวน ผู้บัญชาการทหารกล้าและเยี่ยมยุทธให้นำกำลังทหารหลายพันคนเข้าปล้นสะดมโห้ลายและเผาเมงจิน เพลิงที่ไหม้นั้นใหญ่โตจนเห็นได้จากเมืองหลวง ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นข้ออ้างในการลงโทษเหล่าขันที

เมื่อตั๋งโต๊ะได้รับสารเรียกตัวจากโฮจิ๋น เขาจึงออกเดินทางทันที และส่งสารถึงขุนนางคนอื่น ๆ ว่า ขันทีเตียวเหยียงและพวกนั้นอาศัยว่าฮ่องเต้ทรงโปรด จึงได้กำเริบ ทำการฉ้อราษฎร์ บังหลวงต่าง ๆ ไปทั่วแผ่นดิน ข้าได้ยินว่าเราสามารถทำให้ซุบเย็นลงได้ตราบใดที่ยังมีคนพัดไฟให้โหมอยู่ เราควรจะถ่านไฟออกจากเตาดีกว่า แผลฝีที่แตกนั้นเจ็บปวดยิ่งนัก แต่ก็ดีกว่าปล่อยไว้จนเป็นอันตรายแก่ชีวิต

ในอดีตจ้าวหยาง (ขุนนางรัฐจิ้นสมัยราชวงศ์โจว)ได้รวมผู้คนในจินหยาง เพื่อขับไล่เสนาบดีที่ชั่วร้าย เวลานี้ข้าได้ยินเสียงกลองและฆ้องศึกให้เดินทัพสู่ลกเอี๋ยง ข้าขออนุญาตเพื่อจับตัวเตียวเหยียงและพวก เพื่อจัดการเหล่าคนชั่วในวังให้สิ้นซาก

ไทเฮาทรงยืนกราน ไม่ยอมอนุญาตให้จัดการเหล่าขันที โฮเบี้ยวพูดกับโฮจิ๋นว่า เมื่อครั้งเรามาถึงลำหยงใหม่ ๆ พวกเราล้วนแต่ยากจน แต่เป็นเพราะเหล่าขันทีแห่งวังใน พวกเราถึงได้มั่งมี เกียรติยศมากมาก แล้วเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง เหตุใดท่านจึงต้องรีบกระทำการอย่างรีบเร่ง แม่น้ำเมื่อถึงทางแยก ก็ไม่อาจกลับมารวมกันได้อีก ท่านจงคิดให้ถ้วนถี่ แล้วเป็นมิตรกับเหล่าขันทีเถอะ

ตั๋งโต๊ะเดินทัพมาถึงเมียนชิ โฮจิ๋นเป็นกังวลมาก เขาส่ง ฉงเส้าที่ปรึกษาทัดทานพร้อมคำสั่งทางการให้ตั๋งโต๊ะหยุดทัพไว้ แต่ตั๋งโต๊ะปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่ง แต่กลับเดินทัพต่อจนถึงโฮหลำ ฉงเส้าไปพบกับตั๋งโต๊ะอีกครั้งที่นั่น ต้อนรับเขาอย่างสุภาพ มอบสุราอาหารเป็นรางวัลแก่ทหารตั๋งโต๊ะ และอธิบายอีกครั้งว่าเขาควรจะถอยทัพไป

ตั๋งโต๊ะแปลกใจเกี่ยวกับแผนการและคำสั่งมาก เขาส่งทหารไปขู่ ฉงเส้า แต่ด้วยอำนาจทางการที่ ฉงเส้าถือมา ทำให้ ฉงเส้าถือว่าเขาเป็นตัวแทนทางการ เขาด่าทอเหล่าทหารพวกนั้นอย่างโกรธแค้นและไล่พวกเขาไป แล้วก็ไปพบตั๋งโต๊ะ กล่าวหาว่าเขาทรยศไม่ภักดี ตั๋งโต๊ะขอโทษเขาและนำทัพของเขาไปที่หมู่บ้านซิหยาง

อ้วนเสี้ยวกลัวว่าโฮจิ๋นจะเปลี่ยนแปลงแผนของเขา เขาจึงกดดันโฮจิ๋นให้ทำตามแผนต่อไป โดยบอกว่า แนวรบถูกถอยออกไปและแผนการเราก็ถูกเปิดเผย ท่านจะทำเป็นนั่งรอดูสถานการณ์และไม่ตัดสินใจอะไรเลยได้อย่างไร ถ้าแผนการยิ่งเนิ่นนานออกไป สถานการณ์จะพลิกผันและท่านก็จะเป็นเหมือน Dou Wu คนที่สอง

โฮจิ๋นจึงแต่งตั้งอ้วนเสี้ยวเป็นขุนพลประจำเมือง พร้อมไม้เท้าอาญาสิทธิ์ให้ตัดสินใจทำการได้ตามใจชอบ และอ้องอุ้นเป็นข้าหลวงแห่ง โฮหลำ

อ้วนเสี้ยวสั่งให้เหล่านายทหารในลกเอี๋ยงที่เชี่ยวชาญกลยุทธไปตรวจสอบเหล่าขันที และเขาสนับสนุนตั๋งโต๊ะและแม่ทัพคนอื่น ๆ ให้ส่งสารมาขออนุญาตเดินทัพมายัง ค่ายความสงบยินดี

เมื่อไทเฮารู้ ก็ทรงตกพระทัยมาก พระนางสั่งให้ขันทีและเจ้าหน้าที่ของประตูเหลืองทุกคนออกจากตำแหน่งและสั่งให้พวกเขากลับสู่บ้านเกิด เหลือเพียงข้ารับใช้ของครอบครัวไม่กี่คนที่โฮจิ๋นส่งเข้าไปรักษาการณ์ภายใน

เหล่าขันทีน้อยใหญ่พากันมาหาโฮจิ๋น ขอโทษเขาแล้วบอกว่าพวกเขาล้วนยอมอยู่ใต้คำสั่งของโฮจิ๋น โฮจิ๋นพูดกับพวกเขาว่า บ้านเมืองวุ่นวายไปทั่ว ล้วนเกิดแต่น้ำมือพวกเจ้าทั้งนั้น ตอนนี้ตั๋งโต๊ะกำลังนำทัพใกล้เข้ามา เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่รีบกลับบ้านเกิดไปอีก

อ้วนเสี้ยวแนะนำให้โฮจิ๋นใช้โอกาสนี้จัดการกับเหล่าขันทีเสีย อ้วนเสี้ยวเน้นอยู่ถึงสามครั้ง แต่โฮจิ๋นก็ยังไม่เห็นด้วย อ้วนเสี้ยวจึงเขียนจดหมายหาบรรดามณฑลและหัวเมืองต่าง ๆ ทำเป็นว่าโฮจิ๋นได้ออกคำสั่งให้จับครอบครัวของเหล่าขันทีทั้งหมดขังคุกเสีย

หลายวันต่อมา โฮจิ๋นทบทวนแผนของเขา และข้อมูลแผนบางอย่างได้รั่วไหลไป เหล่าขันทีหวาดกลัวและคิดก่อกบฏ ภรรยาของบุตรเตียวเหยียงเป็นน้องสาวของไทเฮา เตียวเหยียงคารวะลูกสะใภ้เขาแล้วพูดว่า ตัวข้านั้นแก่เฒ่าและได้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ลูกสะใภ้เอ๋ย ตัวเจ้าและข้าสมควรแล้วที่จะลาออกไปใช้ชีวิตส่วนตัว แต่ครอบครัวของเรานั้นรับใช้ฮ่องเต้มาหลายรุ่น แม้ว่าข้าต้องจากวังต้องห้ามไปแต่หัวใจข้าก็ยังผูกพันกับที่แห่งนั้น ข้าปรารภนาอยากจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง อยากมองที่นั่นเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการอนุญาตขององค์ไทเฮา แล้วข้าก็จะกลับไปสู่บ้านเกิดและตายอย่างไม่เสียใจเลย ลูกสะใภ้ของเตียวเหยียงจึงไปพูดกับนางบู๊ยงกุ๋น แล้วนางบู๊ยงกุ๋นก็ไปบอกกับไทเฮา แล้วจึงมีคำสั่งให้เหล่าขันทีสามารถทำหน้าที่ตามเดิมได้ต่อไป

ในเดือนที่แปดวันที่ 22 กันยายน (wuchen) โฮจิ๋นไปที่วังแห่งความยินดีนิรันดรเพื่อหารือกับฮองไทเฮา โฮจิ๋นขอร้องให้ไทเฮาประการขันทีทั้งหมดเสีย ขันทีเตียวเหยียงและต๋วนกุยพูดหารือกันว่า แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นบอกว่าตัวเองป่วยหนัก จึงไม่เข้าร่วมพิธีไว้ทุกข์และพิธีศพอดีตฮ่องเต้ แต่เวลานี้เขากลับปรากฏตัวในวังหลวงได้ นี่หมายความว่าอย่างไร หรือว่าการใหญ่ของ Dou Wu จะกลับมาอีกครั้ง พวกเขาจึงส่งคนไปลอบฟังสิ่งที่โฮจิ๋นและไทเฮาหารือกัน เมื่อได้รู้เนื้อหาการสนทนาแล้ว พวกเขาจึงนำคนหลายสิบคนไปหยิบอาวุธและลอบเข้าไปทางทางเข้าด้านข้าง และซ่อนตัวอยู่หลังประตูวังหลวง

เมื่อโฮจิ๋นกลับออกมา พวกเขาก็แกล้งทำเป็นว่าไทเฮาเรียกตัวเขากลับไปเข้าเฝ้าอีกครั้ง โฮจิ๋นจึงเดินกลับไปเข้าเฝ้า ในระหว่างที่รออยู่หน้าประตูวัง เตียวเหยียงและพวกก็พูดกับเขาว่า ที่แผ่นดินเกิดความวุ่นวาย ก็หาใช่เป็นความผิดของพวกเราพวกเดียว เมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ทรงกริ้วองค์ฮองไทเฮา และพระนางเองเกือบจะถูกประหาร เป็นพวกเราที่ช่วยจัดการปัญหาและช่วยชีวิตพระนางไว้ พวกเราแต่ละคนพากันวิงวอนร้องขออภัยโทษเป็นพันเป็นหมื่นครั้งกว่าที่องค์ฮ่องเต้จะรั้งสติ ระงับความโกรธได้ สิ่งที่พวกเราต้องการเป็นเพียงแค่การสนับสนุนจากสกุลของท่าน แต่เวลานี้ท่านกลับต้องการทำลายพวกเราเสีย นี่นับว่ามากเกินไปแล้ว

แล้วจ๊กมู่ผู้ควบคุมโรงเหล็กหลวงก็ชักดาบของเขาและตัดหัวโฮจิ๋นเสียที่หน้าหอแห่งเกียรติยศดีงาม

เตียวเหยียง ต๋วนกุยและคนอื่น ๆ ก็ร่วมกับปลอมราชโองการแต่งตั้งให้อดีตไท่เว่ย ฟานหลิงเป็นขุนพลประจำเมืองหลวง ผู้เก็บทรัพย์สินส่วนพระองค์ซูเซี่ยงเป็นข้าหลวงแห่ง โฮหลำ เมื่อขุนนางอารักษณ์ได้รับราชโองการนี้ พวกเขาก็ถามว่า พวกเราควรจะเรียกแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นมาเพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องนี้ ขันทีแห่งประตูเหลืองจึงนำหัวของโฮจิ๋นมาโยนใส่เหล่าขุนนางอาลักษณ์แล้วพูดว่า โฮจิ๋นวางแผนที่จะก่อกบฏ เขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิต

เง่าของและจางจ้างขุนนางของโฮจิ๋นซึ่งอยู่นอกวังหลวง เมื่อพวกเขาได้ยินว่าโฮจิ๋นจะถูกทำร้าย พวกเขาต้องการที่จะนำคนของพวกเขามาในวังหลวง แต่ประตูวังหลวงปิดอยู่ แม่ทัพรองผู้คล่องแคล่วอย่างเสือ อ้วนสุดจึงร่วมกับเง่าของ พวกเขาฟันประตูวังหลวง ในขณะที่เหล่าขันทีพากันหยิบอาวุธขึ้นมาเตรียมต่อสู้ ในเวลานั้นตะวันได้ตกดินไปแล้ว อ้วนสุดได้จุดไฟเผาประตูของวังตอนใต้เพื่อขับไล่เตียวเหยียงและพวก

เตียวเหยียงและสมุนจึงเข้าไปในวังต้องห้ามทูลกับไทเฮาว่า ทัพผสมของแม่ทัพใหญ่ได้รวมตัวกัน เผาวังหลวงและพังประตูทางเข้าสู่ที่ทำการขุนนางอาลักษณ์ แล้วพวกเขาก็บังคับขุนนางผู้น้อยในวังหลวงให้ช่วยพวกเขานำตัวไทเฮา ฮ่องเต้และตันลิวอ๋อง หนีไปในทางลับสู่วังตอนเหนือ

โลติดขุนนางอาลักษณ์ถือง้าวยืนอยู่ใต้หน้าต่างทางลับ เขาจ้องหน้า ต๋วนกุยแล้วสาธยายให้ฟังว่า ต๋วนกุยกำลังทำความผิดใหญ่หลวงอย่างไร ต๋วนกุยตกใจกลัวมาก เขาปล่อยให้ไทเฮาหนีไป แล้วพระนางก็หนีไปทางประตูด้านข้าง

อ้วนเสี้ยวและอ้วนอุยลุงของเขาได้ปลอมราชโองการเรียกตัว ฟานหลิงและซู่เซี่ยงเมื่อพวกเขามาเข้าเฝ้าก็โดนประหารชีวิตเสีย แล้วอ้วนเสี้ยวและโฮเบี้ยวได้นำกำลังของเขาไปประจำอยู่ที่หอนกสีแดง พวกเขาจับตัวเตียวต๋งและขันทีคนอื่นประหารที่นั่น

เง่าของ นั้นโกรธแค้นโฮเบี้ยวมากที่ไม่สนับสนุนโฮจิ๋นสังหารขันที และเขาสงสัยว่าโฮเบี้ยวจะเอนเอียงไปอยู่ฝั่งขันที เขาจึงประกาศต่อกองทัพเขาว่า คนที่ฆ่าแม่ทัพใหญ่คือแม่ทัพรถม้าและทหารม้า (โฮเบี้ยว) ทหารทั้งหลาย พวกท่านจะแก้แค้นให้ท่านโฮจิ๋นหรือไม่ ทหารทั้งหมดร่ำไห้พูดว่า พวกเรายอมมอบชีวิตเพื่อการนี้ พร้อมด้วยตั๋งห้องน้องชายตั๋งโต๊ะ ผู้บัญชาการรถสัมภาระหลวง เง่าของ นำคนของเขาเข้าโจมตีโฮเบี้ยว พวกเขาฆ่าโฮเบี้ยวและทิ้งศพของเขาไว้ในสวน

อ้วนเสี้ยวปิดประตูของวังตอนเหนือและสั่งทหารของเขาให้เข้ายึดและสังหารเหล่าขันทีทุกคนไม่ยกเว้นว่าแก่หรือเด็ก มีคนตายในการสังหารนี้กว่าสองพันคน รวมถึงขุนนางที่ไม่ใช่ขันทีด้วย ทุกคนในวังที่ไม่มีหนวดเคราถูกสังหารเนื่องจากความเข้าใจผิด แล้วอ้วนเสี้ยวก็ส่งทหารเข้าในวังหลวง มีทหารหลายนายปีนประตูหลักวังหลวงบุกรุกเข้าสู่วังต้องห้ามชั้นใน

วันที่ 24 กันยายน เตียวเหยียง ต๋วนกุยและคนอื่น ๆ พบว่าพวกเขาตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว พวกเขาจึงนำฮ่องเต้และตันลิวอ๋องพวกด้วยคนหลายสิบคนเดินเท้าไปออกไปทางประตูกู่ และมาถึงทางข้ามเซียวผิง(ข้ามแม่น้ำเหลือง)ในตอนค่ำ ด้วยความรีบเร่งพวกเขาจึงไม่ได้นำตราหยกฮ่องเต้ทั้งหกออกมาด้วย (ตราหยกสำหรับแต่งตั้งท่านอ๋อง, ตราหยกแต่งตั้งพระยา. ตราหยกเกณฑ์กองทัพ. ตราหยกสำหรับคำสั่งถึงเสนาบดี. ตราหยกสำหรับกิจการต่างประเทศ. ตราหยกสำหรับปิดผนึกเอกสารศักดิ์สิทธิ์ ตราหยกทั้งหกนี้แกะสลักจากหยกขาวไม่นับรวมตราหยกหลักหรือตราหยกแผ่นดินที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยฉิน) และไม่มีเสนาบดีหรือซานก๋งคนใดติดตามพวกเขามาได้

มีเพียงขุนนางอาลักษณ์ โลติดและหัวหน้าเขตโฮหลำ ส่วนกลาง บินของที่ติดตามเหล่าขันทีมาถึงแม่น้ำเหลืองตอนค่ำได้เมื่อ บินของพบเตียวเหยียงและพวก เขาก็ตะโกนอย่างโกรธแค้นว่า นอกเสียจากพวกเจ้าจะตายตอนนี้ ไม่งั้นข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด แล้ว บินของก็ชักดาบมาสังหารเหล่าขันทีไปหลายคน

เตียวเหยียงและพวกหวาดกลัวมาก พวกเขาโค้งคำนับฮ่องเต้สองครั้งแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮ่องเต้พูดว่า เวลานี้พวกกระหม่อมถึงเวลาตายแล้ว ขอให้พระองค์ทรงรักษาพระวรกายด้วย แล้วพวกเขาก็กระโจนลงแม่น้ำและจมน้ำตายไป

บินของจึงนำเสด็จฮ่องเต้และตันลิวอ๋องกลับวังโดยเดินเท้ามุ่งหน้าไปทางโต้ตอนกลางคืน โดยใช้แสงไฟจากหิ่งห้อยนำทาง หลังจากเดินทางมาหลายลี้ พวกเขาก็เจอรถเข็นของชาวบ้าน จึงใช้มันเพื่อเดินทางต่อจนถึงลั่วฉี

ในวันที่ 25 กันยายน ฮ่องเต้ทรงขี่ม้าตัวทรงหนึ่ง โดยที่ตันลิวอ๋องและบินของขี่ม้าร่วมกันอีกตัวหนึ่ง พวกเขามุ่งหน้าลงใต้จากลั่วฉี จนซานก๋งบางคนและเสนาบดีไปเจอพวกเขา

เมื่อตั๋งโต๊ะมาถึงสวนแสงรุ่งโรจน์ เขาได้เห็นไฟไหม้วังหลวงตั้งแต่ไกล จึงรู้ว่าเกิดเหตุกบฏขึ้นในวังหลวง จึงรีบนำทัพมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วเข้าไปประตูตะวันตกของเมืองหลวงก่อนฟ้าสาง เมื่อเขารู้ว่าฮ่องเต้เสด็จไปทางทิศเหนือ จึงเดินทางพร้อมกับเหล่าซานก๋งและเสนาบดีทั้งหลายไปรับเสด็จฮ่องเต้ที่เนินเขาปักคูสาน เมื่อฮ่องเต้เห็นตั๋งโต๊ะปรากฏตัวอย่างกะทันหัน พร้อมกับนำทหารถืออาวุธจำนวนมาก พระองค์ทรงหวาดกลัวและร้องไห้ออกมา

หนึ่งในเหล่าซานก๋งพูดกับตั๋งโต๊ะว่า มีคำสั่งทางการให้ถอนทัพไปแล้ว ตั๋งโต๊ะจึงตอบว่า ท่านคงจะเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ของแผ่นดิน แต่ท่านกลับไม่สามารถดูแลราชสำนักฮั่นไม่ให้วุ่นวายได้ และยังทำให้ฮ่องเต้ต้องกลายเป็นคนพเนจร ไร้ที่อยู่ เหตุใดมาพูดถึงเรื่องการถอนทัพอีก

ตั๋งโต๊ะสอบถามฮ่องเต้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่กลับไม่ได้เรื่องได้ราวอันใดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วเมื่อเขาพูดกับตันลิวอ๋อง ถามถึงเรื่องเหตุร้ายและการจราจร ท่านอ๋องทรงสาธยายเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น โดยไม่ตกหล่นเหตุการณ์ใด ตั๋งโต๊ะพอใจคำตอบท่านอ๋องมาก และเนื่องด้วยตั๋งโต๊ะนั้นได้รับตำแหน่งสำคัญ ๆ โดยการกรุณาของตั๋งฮองไทเฮา และตัวเขาก็ถือว่าตัวเองเป็นคนของตั๋งฮองไทเฮา (ถือว่าตัวเองแซ่เดียวกัน ทั้งที่ไม่ได้เป็นญาติกัน) เขาจึงคิดในว่าอยากที่จะปลดฮ่องเต้ออกแล้วตั้งท่านอ๋องให้ครองราชย์แทน

วันที่ 25 กันยายน ฮ่องเต้เสด็จกลับวังหลวง มีประกาศนิรโทษกรรมทั่วแผ่นดิน และปีศักราชเปลี่ยนจาก กวงซีเป็นจ้าวหนิง

ตราหยกแผ่นดินนั้นสูญหายไป แต่ตราหยกฮ่องเต้อื่น ๆ หาคืนมาได้หมด

เตงหงวนถูกแต่งตั้งเป็นผู้ถือคฑาทอง

ผู้บัญชาการทหารม้า เปาสิ้นเดินทางมาถึงหลังจากกลับจากเกณฑ์ทหารที่ไทสัน เขาแนะนำอ้วนเสี้ยวว่า ตั๋งโต๊ะนั้นมีกองทัพที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มจะก่อกบฏ ถ้าท่านไม่ชิงลงมือก่อน ท่านก็จะหายนะเพราะเขาแน่ เวลานี้ตั๋งโต๊ะเพิ่งนำทัพมาถึง ทหารของเขาล้วนแต่อ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกล ถ้าท่านเข้าโจมตีทันที ท่านจะจัดการตั๋งโต๊ะได้อย่างแน่นอน แต่อ้วนเสี้ยวเกรงกลัวตั๋งโต๊ะจนไม่กล้าทำอะไร เปาสิ้นจึงนำทหารของเขากลับไทสัน

เมื่อแรกที่ตั๋งโต๊ะมาถึงเมืองหลวง เขามีกำลังทหารเพียงสามพันนายเท่านั้น และเขาก็รู้ดีว่าจำนวนทหารนี้น้อยเกินไปที่จะทำให้คนทั้งหลายเคารพเขา ในช่วงสองสามวันแรก ตั๋งโต๊ะจึงให้ทหารของเขาลอบออกจากเมืองในยามค่ำไปตั้งค่ายอยู่นอกเมืองไม่ไกล แล้วก็ให้ยกทัพกลับมาตอนเข้าโดยชูธงศึกจำนวนมากและตีกลองอย่างกึกก้อง เหมือนดั่งว่ามีทัพตั๋งโต๊ะมาเพิ่มจากตะวันตก ไม่ใครในลกเอี๋ยงระแคะระคายแผนการนี้ของตั๋งโต๊ะ ในเวลาไม่นานเหล่าผู้ติดตามของโฮจิ๋นและโฮเบี้ยวต่างก็เข้าสวามิภักดิ์กับตั๋งโต๊ะ และตั๋งโต๊ะยังลอบวางแผนกับลิโป้แห่งหวูหยวน นายทหารคนสนิทของเตงหงวน จัดการลอบฆ่าเตงหงวนและยึดทหารของเตงหงวนมาเป็นของตัวเอง ทำให้ทัพของตั๋งโต๊ะนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาก

แล้วก็เกิดมีฝนตกเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ตั๋งโต๊ะตำหนิซือคงเล่าหองก่อนการประชุมราชสำนัก บอกกล่าวเป็นนัยว่าเขาควรจะถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วก็มีคำสั่งทางการออกมา และตั๋งโต๊ะก็ได้ครอบครองตำแหน่งที่ว่างลงนั้น

ก่อนหน้านั้นซัวหยงได้ถูกเนรเทศไปยังชัวฟาง แต่หลังจากนั้นก็มีการอภัยโทษทำให้เขาสามารถกลับมายังเมืองหลวงได้ อองเซ็กเจ้าเมืองหวูหยวน น้องชายของอองฮู ได้รายงานทางการว่าซัวหยงได้ทำการดูหมิ่นราชสำนัก ทำให้ซัวหยงต้องหลบหนีผ่านไปทางแม่น้ำแยงซีและหลบซ่อนตัวอยู่ในดินแดนแถบชายทะเล ทำให้เขานั้นออกจากเมืองหลวงเป็นเวลากว่าสิบสองปี

ตั๋งโต๊ะได้ยินชื่อเสียงของเขาจึงเรียกตัวเขาว่า แต่ซัวหยงแกล้งทำเป็นล้มป่วยและไม่ยอมมาพบ ตั๋งโต๊ะโกรธมากและสาบานว่า ข้าจะทำลายตระกูลซัวทิ้งเสีย ซัวหยงหวาดกลัวมากจึงยอมเชื่อฟังคำสั่ง เมื่อเขามาถึงเมืองหลวงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางพิธีการในสังกัดซือคง ได้รับคัดสรรเป็นขุนนางชั้นเอก ภายในเวลาสามวันก็ได้รับสิทธิสามารถผ่านเข้าวังถึงสามชั้นและได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางท้องพระโรง

ตั๋งโต๊ะพูดกับอ้วนเสี้ยวว่า ผู้นำของแผ่นดินสมควรจะเป็นคนที่ดีงามและชาญฉลาด ข้านั้นนึกเจ็บแค้นทุกครั้งที่คิดถึงอดีตฮ่องเต้เลนเต้ ท่านตั๋ง(เล่าเหียบ) นั้นมีแววว่าจะเป็นผู้ปกครองที่ดีได้ ถ้าข้ามอบราชบัลลังค์ให้แก่เขา อย่างน้อยเขาคงทำได้ดีกว่าท่าน Shi (เล่าเปียน) ที่มีสติปัญญาเพียงเล็กน้อยและไม่รู้ประสาในเรื่องส่วนใหญ่ แล้วเราจะตัดสินใจปล่อยเรื่องแบบนี้ไปหรือ นี่อาจจะเป็นเพราะราชวงศ์เล่าสูญสิ้นเกียรติยศความดีงามไปหรือเปล่า

อ้วนเสี้ยวตอบว่า ราชสำนักฮั่นปกครองแผ่นดินมากว่าสี่ร้อยปี คุณงามความดีและความกรุณาของราชวงศ์ฮั่นนั้นส่งผ่านไปทั่วแผ่นดิน และประชาชนต่างก็เฝ้ามองอยู่ เวลานี้ฮ่องเต้เจริญพระชันษาแล้ว และยังไม่เคยทำสิ่งใดผิดพลาดต่อแผ่นดิน แล้วท่านจะมาปลดฮ่องเต้ ที่เป็นรัชทายาทกำเนิดจากฮองเฮา และตั้งโอรสจากพระสนมขึ้นแทนที่ ข้ากลัวว่าประชาชนจะไม่ยอมรับข้อเสนอของท่าน

ตั๋งโต๊ะคว้ากระบี่ของเขาแล้วตะโกนใส่อ้วนเสี้ยวว่า เจ้าคนโง่ กล้าดียังไงถึงมาเป็นปรปักษ์กับข้า ข้าไม่ได้ควบคุมกิจการบ้านเมืองในตอนนี้อยู่หรือไง ถ้าข้าต้องการอะไร ใครจะกล้าปฏิเสธข้าได้ หรือเจ้ายังสงสัยว่ากระบี่ข้าจะคมหรือไม่

อ้วนเสี้ยวกระโจนออกมาอย่างเกรี้ยวกราดพูดว่า ท่านเป็นคนที่เก่งกล้าสามารถคนเดียวในแผ่นดินหรือไร แล้วเขาก็ชักกระบี่ออกจากเข็มขัด ทำการคารวะอย่างเสียไม่ได้ แล้วก็เดินจากไป

ตอนนั้นตั๋งโต๊ะเองเพิ่งจะได้อำนาจมาไม่นาน และเขาก็รู้ดีว่าอ้วนเสี้ยวนั้นมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ เขาจึงไม่กล้าลงมือกับอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวนั้นเมื่อออกมาแล้ว ก็ได้แขวนตราประจำตำแหน่งของเขาไว้ที่ประตูตะวันออกและหลบหนีไปกิจิ๋ว

ในเดือนที่เก้าวันที่ 27 กันยายน ตั๋งโต๊ะเรียกประชุมเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ แล้วบอกว่า องค์ฮ่องเต้นั้นทรงอ่อนแอและโง่เขลา เขาไม่สามารถที่จะปกป้องวังหลวงหรือเป็นผู้ปกครองแผ่นดินได้ ข้าตั้งใจเลียนแบบอี้อึ้งและฮั่วกวง ตั้งเล่าเหียบ ตันลิวอ๋องขึ้นเสวยราชสมบัติ พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร เหล่าซานก๋ง เสนาบดีและขุนนางยศต่ำกว่า ล้วนแต่หวาดกลัวและตื่นตระหนก ไม่มีผู้ใดกล้าพูดตอบตั๋งโต๊ะ

ตั๋งโต๊ะจึงพูดต่อว่า ในอดีตกาล เมื่อฮั่วกวงได้วางแผน เทียนหยานหนิงก็ได้จับดาบ ผู้ใดขัดขวางงานใหญ่ล้วนถูกจัดการด้วยกฎอัยการศึก ทุกคนในที่นั้นต่างตัวสั่นด้วยความกลัว มีเพียงขุนนางอาลักษณ์โลติดที่พูดว่า ในอดีตกาล ไท่เจี่ยได้ครองราชย์แต่ปราศจากความรู้ความเข้าใจ ความผิดของฉางหยีอ๋องนั้นมากมายนับพันนับหมื่น นี่จึงมีเหตุผลเพียงพอต่อจากปลดจากราชบัลลังค์ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นทรงเจริญพระชันษาแล้ว และก็ไม่มีการกระทำใดของพระองค์ที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ไม่เหมือนดังครั้งในอดีต

ตั๋งโต๊ะโกรธมาก เขาลุกจากที่นั่งและตรงเข้าไปจะฆ่าโลติด แต่ซัวหยงมาวิงวอนร้องขอเขา และแพ่เป๊กขุนนางที่ปรึกษาก็แย้งว่า ขุนนางอาลักษณ์โลติดนั้นเป็นบัณฑิตชื่อดังของแผ่นดิน ทุกคนล้วนจับตามองเขา ถ้าท่านทำร้ายเขาเสีย ทั่วทั้งแผ่นดินต้องวุ่นวานแล้ว ตั๋งโต๊ะจึงหยุดไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่าปลดโลติดออกจากตำแหน่ง โลติดหนีไปซางกู และอยู่ที่นั่นอย่างเก็บตัวสันโดษ

ตั๋งโต๊ะแนะให้ราชครูอ้วนอุยรู้ถึงความตั้งใจของเขาที่จะปลดฮ่องเต้ อ้วนอุยก็อนุญาตเห็นชอบด้วย

ในวันที่ 28 กันยายน (jiaxu) ตั๋งโต๊ะเรียกประชุมขุนนางทุกคนที่หน้าตำหนักแห่งการเชิดชูเกียรติ แล้วเขาก็บังคับฮองไทเฮาให้ออกราชโองการปลดฮ่องเต้ออกจากตำแหน่งว่า ในช่วงการไว้ทุกข์ ฮ่องเต้ประพฤติตัวไม่เหมาะสมเป็นบุตรกตัญญู ทำตัวไร้เกียรติและประพฤติตัวไม่เหมาะสมเป็นผู้นำประเทศ พวกเราจะปลดเขาเป็นฮองหลงอ๋อง และแต่งตั้งเล่าเหียบ ตันลิวอ๋องเป็นฮ่องเต้

อ้วนอุยจึงนำตราหยกและผู่ประจำตำแหน่งฮ่องเต้ไปมอบให้แก่ตันลิวอ๋อง และนำฮองหลงอ๋องไปยังกลางท้องพระโรงเพื่อให้หันพระพักตร์ไปทางเหนือเพื่อยอมรับการเป็นข้ารับใช้ของฮ่องเต้องค์ใหม่ ไทเฮาทรงพระกันแสงอย่างสะอึกสะอื้น เหล่าเสนาบดีต่างล้วนเห็นใจพระนาง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดสิ่งใดออกมา

ตั๋งโต๊ะยังประกาศว่า ฮองไทเฮาทรงทำให้ท่านหญิงแห่งวังความสุขชั่วนิรันดร์ (ฮองไทเฮาตั๋ง) อยู่อย่างยากลำบากและเศร้าโศก และเป็นสาเหตุให้พระนางต้องสิ้นพระชนม์อย่างเป็นทุกข์เสียใจ นี่ขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติของลูกสะใภ้ที่มีต่อแม่สามี แล้วตั๋งโต๊ะก็ย้ายฮองไทเฮาไปจองจำยังวังความสงบชั่วนิรันดร์

มีการประกาศนิรโทษกรรม ปีศักราชถูกเปลี่ยนจากจ้าวหนิงเป็นยงฮั่น

ในวันที่ 30 กันยายน ตั๋งโต๊ะประหารฮองไทเฮาโฮโดยให้ดื่มยาพิษ เหล่าซานก๋ง เสนาบดีและขุนนางน้อยใหญ่ล้วนไม่มีใครกล้าใส่เสื้อไว้ทุกข์ให้แก่พระนาง พิธีฝังศพพระนางก็ใช้เพียงเสื้อขาวธรรมดา

ตั๋งโต๊ะยังขุดหลุมศพของโฮเบี้ยว นำศพของเขามาแยกร่าง แล้วทิ้งประจานไว้กลางถนน เขายังฆ่ามารดาของโฮเบี้ยว ท่านหญิงแห่งบู๊เอี๋ยงและโยนศพของนางทิ้งไว้ในพุ่มไม้ในสวน

มีราชโองการแต่งตั้งให้เหล่าบุตรชายและน้องชายของซานก๋ง เสนาบดีและขุนนางชั้นต่ำลงมาเป็นขุนนาง ทำหน้าที่แทนเหล่าขันทีในวังหลวง

วันที่ 10 ตุลาคม ไท่เว่ยเล่าหงีถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ และศักดินาเป็นพระยาแห่งเซียงเฟย

ตั๋งโต๊ะแต่งตั้งตัวเองเป็นไท่เว่ย ควบคุมอำนาจหน้าที่ของแม่ทัพหน้า เขายังได้รับไม้เท้าอาญาสิทธิ์ ขวานศึกและขวานพิธีการ รวมทั้งองครักษ์ทหารเสือ 300 นาย (ขวานศึกและขวานพิธีการ และสิทธิ์ในการมีองครักษ์ทหารเสือเป็นสองสิ่งในเก้าเครื่องยศ) และเปลี่ยนศักดินาตัวเองเป็นพระยาแห่งเม่ย

วันที่ 11 ตุลาคม เอียวปิวได้รับแต่งตั้งเป็นซือคง ในวันที่ 19 ตุลาคมผู้ปกครองมณฑลอิจิ๋ว อุยอ๋วนถูกแต่งตั้งเป็นซือถู

ด้วยคำสั่งของตั๋งโต๊ะ เหล่าซานก๋งได้เสนอให้มีการตัดสินการกระทำของเฉินฟาน Dou Wu และพรรคพวก พวกเขาได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งและอวยยศดั่งเดิม มีการส่งเจ้าหน้าที่เพื่อทำพิธีไว้ทุกข์ให้แก่พวกเขา บุตรหลานพวกเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง

มีฝนตกตั้งแต่เดือนหกจนถึงเดือนเก้า

ในฤดูหนาวเดือนที่สิบ วันที่ 29 ตุลาคม พวกเขาฝังพระศพของฮองไทเฮาโฮ

เหล่าโจรภูเขาบุกปล้นโฮต๋อง ตั๋งโต๊ะส่งงิวฮูไปปราบโจรภูเขาพวกนั้น

ก่อนหน้าที่หัวหน้าเผ่าใต้หยูฝูลั่วจะได้รับตำแหน่ง (ปกครองเผ่าซงหนู) แต่เหล่าคนในด่านนั้นได้สังหารบิดาเขาและก่อกบฏและตั้ง กู่ตู้พระยาแห่ง Xubu เป็นหัวหน้าเผ่า หยูฝูลั่วได้เดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ตอนนั้นฮ่องเต้เลนเต้ได้สวรรคต และแผ่นดินก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ด้วยทหารม้าที่ติดตามมาหลายพันคน หยูฝูลั่วได้เข้าร่วมกับเหล่าโจรภูเขาบุกโจมตีหัวเมืองต่าง ๆ แต่ในตอนนั้นเหล่าชาวบ้านต่างรวมตัวกันเพื่อป้องกันตัวเอง ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าปล้นได้ และถูกชาวบ้านสังหารไปบางส่วน พวกเขาต้องการจะกลับบ้านเกิด แต่คนของเขาก็ไม่ยอมรับพวกเขา พวกเขาจึงตั้งค่ายอยู่ที่ เพงเอี๋ยงในโฮต๋อง

หลังจากนั้นหนึ่งปี กู่ตู้ก็เสียชีวิตลง ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าก็ว่างลง แล้ว หยูฝูลั่วก็ได้กลับไปรับตำแหน่งแทน

ในเดือนที่สิบเอ้ด ตั๋งโต๊ะได้รับแต่งตั้งเป็นไจเสี่ยง พร้อมด้วยสิทธิ์ที่จะคำนับฮ่องเต้โดยไม่ต้องประกาศชื่อตัวเอง เดินในวังหลวงโดยไม่ต้องเร่งฝีเท้า และเข้าเฝ้าในท้องพระโรงสามารถใส่รองเท้าและพกอาวุธได้

ในเดือนที่สิบสอง วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ซือถูอุยอ๋วนถูกแต่งตั้งเป็นไท่เว่ย ซือคงเอียวปิวถูกแต่งตั้งเป็นซือถู ซุนซวงผู้ดูแลวังหลวงถูกแต่งตั้งเป็นซือคง

ก่อนนั้น ขุนนางอาลักษณ์ เจียวปีแห่งบุเว่ย และขุนนางประตูเมือง เหงาเค่งแห่งยีหลำ ได้แนะนำให้ตั๋งโต๊ะปรับปรุงระบบราชการของฮ่องเต้ฮวนเต้ และเลนเต้ และแต่งตั้งบัณฑิตที่มีชื่อเสียงให้เป็นขุนนาง เพื่อที่ตั๋งโต๊ะจะได้ครองใจประชาชน

ตั๋งโต๊ะทำตามคำแนะนำนั้น เขามอบหมายให้ เจียวปีและ เหงาเค่งพร้อมด้วยขุนนางอาลักษณ์แตะถ้าย และหัวหน้าเสมียนขุนนางโฮหยงค้นหาขุนนางที่ไม่ซื่อสัตย์และประพฤติชั่ว และนำคนดีมีความสามารถที่ถูกราชสำนักปฏิเสธในอดีตให้เป็นขุนนาง เทียบเชิญเหล่าคนดีมีความสามารถนั้นถูกส่งให้แก่ ซุนซวง ตันกี๋ ฮันหยงและเสิ่นตู้พาน และเหล่าบัณฑิตท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนาง

ซุนซวงนั้นเริ่มได้รับแต่งตั้งเป็นไจเสี่ยงแห่งเพงง้วนก้วน (เมืองเอกของเฉงจิ๋ว) ในขณะที่กำลังเดินทางไป เขาถูกย้ายไปที่หวางหลิง(เมืองเอกของลำหยง) แล้วถูกแต่งตั้งเป็นข้าหลวงดูแลวังหลวง แต่ภายหลังมอบตัวรับตำแหน่งได้สามวัน เขาก็ถูกแต่งตั้งเป็นซือคง ตำแหน่งทั้งหมดนี้ถูกแต่งตั้งให้แก่เขาภายในเก้าสิบสามวันหลังจากที่เขารับตำแหน่งแรกจนเป็นหนึ่งในซานก๋ง

ตันกี๋ เป็นแม่ทัพรอง ฮันหยงเป็นขุนนางประกาศราชสาสน์

ซุนซวงและคนอื่นล้วนเกรงกลัวความโหดร้ายของตั๋งโต๊ะ ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ มีเพียง เสิ่นตู้พาน ที่เมื่อได้รับคำสั่งเรียกตัวและคำแนะนำให้เร่งรีบเข้ารับตำแหน่ง เขากลับหัวเราะคำสั่งนั้น ในที่สุดตั๋งโต๊ะก็บังคับอะไรเขาไม่ได้ เนื่องจากด้วยวัยเจ็ดสิบปี เขาจึงตายด้วยโรคชราไม่นาน

ตั๋งโต๊ะแต่งตั้งฮันฮกขุนนางอาลักษณ์เป็นผู้ปกครองมณฑลกิจิ๋ว ขุนนางท้องพระโรงเล่าต้ายเป็นผู้ตรวจการมณฑลกุนจิ๋ว ขงมอแห่งตันลิวเป็นผู้ตรวจการมณฑลอิจิ๋ว เตียวเมาแห่งตองเป๋งเป็นเจ้าเมืองตันลิว เตียวคีแห่งเองชงเป็นเจ้าเมืองลำหยง ในขณะที่เหล่าคนสนิทของตั๋งโต๊ะได้รับแต่งตั้งเป็นเพียงแม่ทัพรองหรือขุนพลเท่านั้น และไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญอะไรเลย

มีราชโองการล้มเลิกชื่อปีศักราชทั้งสามได้แก่ กวงซี จ้าวหนิงและยงฮั่น ดังนั้นปีนี้จึงถูกนับเป็นปีศักราชที่หกแห่งจงผิง

ตั๋งโต๊ะนั้นเป็นคนหยาบช้าโหดร้ายและเจ้าคิดเจ้าแค้น เมื่อเขามาถึงอำนาจสูงสุดแล้ว เขาครอบครองอำนาจบริหารและทรัพย์สมบัติทั้งหมดแห่งแผ่นดิน อำนาจของเขาแผ่ไปทั่วแผ่นดิน ความทะเยอทะยานก็ไม่มีสิ้นสุด เขาพูดกับคนสนิทของเขาว่า น่าจะมีตัวอักษรบนใบหน้าข้าว่าข้าควรจะได้รับเกียรติยศสูงสุด

ขุนนางท้องพระโรงคนหนึ่งได้เดินเข้าไปหาตั๋งโต๊ะ เพื่อรายงานบางอย่าง แต่เขาลืมที่จะปลดอาวุธออกก่อน ทำให้ถูกเฆี่ยนจนตายในทันที

ในเวลานั้น ในลกเอี๋ยง มีคฤหาสน์ของเหล่าขุนนางชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ เรียงต่อ ๆ กัน ทุก ๆ หลังล้วนแต่มีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งทองคำและผ้าไหม ตั๋งโต๊ะสั่งทหารของเขาเข้าปล้นบ้านเรือนเหล่านั้น โดยไม่สนใจว่าบ้านเรือนนั้นจะเป็นของขุนนางชั้นสูงหรือเชื้อพระวงศ์คนไหนก็ตาม ทำให้ประชาชนต่างตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่มีความปลอดภัยตั้งแต่เวลารุ่งสางถึงย่ำค่ำ

ตั๋งโต๊ะนั้นประกาศให้รางวัลแก่คนที่จับตัวอ้วนเสี้ยวมาได้ เจียวปีและ เหงาเค่งได้แย้งเขาว่า การปลดฮ่องเต้และแต่งตั้งฮ่องเต้คนใหม่เป็นงานใหญ่ที่สุดของตอนนี้ จากนั้นค่อยจัดการกับคนธรรมดาสามัญอย่างอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวนั้นไม่อาจทำการใหญ่อะไรได้ การที่เขาหลบหนีไปก็เพราะว่าเขาเกิดความเกรงกลัว ถ้าท่านมัวแต่วุ่นวายกับการไล่ตามเขา สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ดี ตระกูลอ้วนก็เป็นตระกูลขุนนางใหญ่มีความดีความชอบมากมายมาสี่ชั่วรุ่น พวกเขามีคนสนับสนุนและขุนนางจำนวนมาที่จะรับใช้พวกเขาอยู่ทั่วแผ่นดิน ถ้าอ้วนเสี้ยวระดมเหล่าแม่ทัพนายกองและเกณฑ์ทหาร เหล่าคนที่แกร่งกล้าจะเข้าร่วมกับเขาก่อกบฏ และท่านก็จะไม่ได้อะไรทางตะวันออกของภูเขาเลย เป็นการดีกว่าที่จะยกโทษให้เขาและแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองซักเมือง อ้วนเสี้ยวก็จะดีใจที่พ้นการลงโทษมาได้ และจะไม่ก่อปัญหาให้ท่านอีก

ตั๋งโต๊ะเห็นด้วย เขาแต่งตั้งอ้วนเสี้ยวเป็นเจ้าเมือง ปุดไฮ ในทันที พร้อมด้วยบรรดาศักดิ์เป็นพระยาแห่งตำบลคัง เขายังแต่งตั้งอ้วนสุดเป็นแม่ทัพหลังและโจโฉเป็นขุนพลทหารม้าเด็ดเดี่ยว อย่างไรก็ตามอ้วนสุดก็กลัวว่าตั๋งโต๊ะจะทำร้ายเขาจึงหลบหนีไปยังเมืองลำหยง

โจโฉก็หลบไปเช่นกัน เขามุ่งไปทางตะวันออก ใช้ชื่อปลอมเพื่อปกปิดตัวเอง เมื่อเขามาถึจงมู่ หัวหน้าหมู่บ้านนั้นได้สงสัยพฤติกรรมของเขาและนำตัวเขามายังที่ว่าการอำเภอเพื่อไต่สวน พวกเขาได้รับจดหมายจากตั๋งโต๊ะให้จับกุมตัวโจโฉ แต่ในที่นั้นมีขุนนางเพียงคนเดียวที่จำโจโฉได้ และคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่ขุนนางขั้นสูงจะถูกจองจำในเวลาที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายเช่นนี้ เขาจึงแนะนำนายอำเภอว่าจับคนมาผิดและให้ปล่อยตัวโจโฉไป

เมื่อโจโฉมาถึงเมืองตันลิว เขาได้ขายทรัพย์สมบัติของครอบครัวและเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นทหารจำนวนกว่าห้าพันนาย

ในเวลานั้นมีขุนนางมากมายที่วางแผนจะต่อต้านตั๋งโต๊ะ อ้วนเสี้ยวแห่งปุดไฮก็เป็นคนหนึ่ง แต่ฮันฮกผุ้ครองมณฑลกิจิ๋วได้ส่งขุนนางหลายคนไปยังเมืองนั้นเพื่อควบคุมอ้วนเสี้ยวไว้ อ้วนเสี้ยวจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้

ขงมอเจ้าเมืองตองกุ๋นได้ปลอมแปลงจดหมายขึ้นให้เหมือนว่า จดหมายมาจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ในวังหลวงส่งไปยังมณฑลและหัวเมืองต่าง ๆ ในจดหมายบรรยายความผิดต่าง ๆ ของตั๋งโต๊ะ พวกเขา จึงต่างพากันพูดว่า “พวกเราเศร้าเสียใจและไม่สามารถทำสิ่งใดได้ พวกเราต่างต้องการเห็นกองทัพที่ภักดีที่จะปลดปล่อยทั้งอาณาจักรให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง”

ฮันฮกได้รับจดหมายเหล่านั้น เขาจึงถามขุนนางของเขาว่า “พวกท่านคิดว่าเราควรจะสนับสนุนใคร อ้วนเสี้ยวหรือตั๋งโต๊ะ”

เล่าซิฮุย ขุนนางของเขาพูดขึ้นว่า “ถ้าท่านต้องการจัดตั้งกองทัพเพื่อปกป้องราชสำนัก เหตุใดจึงเอ่ยถึง อ้วนเสี้ยวและตั๋งโต๊ะ”

ฮันฮกได้ฟัง ก็หน้าแดงด้วยความอาย

เล่าซิฮุยจึงกล่าวต่อไปว่า “สงครามนั้นไม่ใช่สิ่งดี และท่านไม่ควรเป็นคนแรกที่เริ่มก่อสงคราม จงเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของมณฑลอื่น ๆ เมื่อพวกเขาลงมือ ท่านก็สามารถเข้าร่วมกับพวกเขาได้ ด้วยเหตุว่ามณฑลกิจิ๋วของเรานั้นเป็นหนึ่งในดินแดนที่มีกำลังทหารแข่งแกร่งที่สุด เหล่าผู้ครองมณฑลอื่นต่างไม่มีใครต้องการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำกองทัพธรรมกับท่านเป็นแน่”

ฮันฮกเห็นด้วย เขาเขียนจดหมายถึงอ้วนเสี้ยว สาธยายความชั่วช้าของตั๋งโต๊ะ ส่งสัญญานเป็นนัย ๆ ว่าเขาจะจัดตั้งกองทัพขึ้น

Sanguo in Thai Language

All informations about Sanguo in this website was translated from other sanguo websites. Main informations are from asianstudies.anu.edu.au by Adjunct Professor Rafe de Crespigny, wikipedia.org and kongming.net. It takes almost a year for me to completed all informations, I hope Sanguo fan in Thailand will like it.

เนื้อหาเกี่ยวกับสามก๊กในเวบนี้ ผมแปลจากเวบที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสามก๊กภาษาอังกฤษ เนื้อหาส่วนหลักนั้นนำมาจาก ผลงานของ ศาสตราจารย์ Rafe De Crespigny โดยได้รับการอนุญาตจากตัวศาสตราจารย์ และทางมหาวิทยาลัย Australian National University โดยทางมหาวิทยาลัยขอให้ลงข้อความนี้

1. the original English version was published by the Faculty of Asian Studies – Australian National University in 1996.
1. บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษนี้ ได้ถูกตีพิมพ์โดยคณะเอเชียนศึกษา มหาวิทยาลัย Australian National ในปี 1996

2. This writer have the author’s permission to publish his work in translation.
2. ผู้เขียนได้รับการอนุญาตจากผู้เขียนต้นฉบับนี้แล้วให้สามารถทำการเผยแพร่ผลงานแปลได้

ตามความประสงค์ของทางมหาวิทยาลัย บทความบางส่วนแปลมาจากเวบ wikipedia.org และ kongming.net

สามก๊ก

Feel Thailand Sanguo สามก๊ก
Feel Thailand Sanguo สามก๊ก
เนื้อเรื่องสามก๊ก
183 AD    184 AD    185 AD    186 AD    187 AD    188 AD    189 AD    190 AD    191 AD    192 AD    193 AD    194 AD    195 AD    196 AD    197 AD    198 AD    199 AD    200 AD    201 AD    202 AD    203 AD    204 AD    205 AD    206 AD    207 AD    208 AD    209 AD    210 AD    211 AD    212 AD    213 AD    214 AD    215 AD    216 AD    217 AD    218 AD    219 AD    220 AD
Feel Thailand Sanguo สามก๊ก เกร็ดสามก๊ก
รายชื่อสามก๊ก(ใหม่)   รายชื่อสามก๊ก   แผนที่สามก๊ก    แผนผังตระกูลซุน    ยศทหารและขุนนางในสามก๊ก
Feel Thailand Sanguo สามก๊ก
Feel Thailand Sanguo สามก๊ก
๏ปฟ